วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
วันที่ 2 เมษายน 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนละครึ่ง ควรเป็นอย่างไรในยามวิกฤต
ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนควรจะประหยัดด้วยการลดการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นรายได้ที่แท้จริงย่อมลดลง
การที่รัฐบาลจะออกนโยบายคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดการใช้สอยและบริโภคมากขึ้น จะเป็นการย้อนแย้งขัดกันในนโยบายหรือไม่?
ขณะเดียวกันการที่รัฐนำเงินภาษีมาจ่ายให้กับการบริโภคครึ่งหนึ่ง ก็เท่ากับช่วยลดภาระประชาชน
หากรัฐบาลจะมีมาตรการคนละครึ่ง ควรมีวัตถุประสงค์อย่างไร ควรจะใช้กับกลุ่มบุคคลทั่วไป หรือควรให้เฉพาะกลุ่มบุคคลใด เน้นที่การบริโภคหรือการผลิตอะไร
แนวนโยบายคนละครึ่งในยามวิกฤตนี้ เป็นการปะทะกันระหว่าง "การประหยัดในระดับปัจเจก" กับ "ความอยู่รอดในระดับมหภาค" ซึ่งหากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่ามีความย้อนแย้งและคำตอบที่ควรจะเป็นดังนี้:
1. ความย้อนแย้งของนโยบาย: ช่วยลดภาระ หรือ กระตุ้นการใช้จ่าย?
ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์ที่ทุกคนแห่กันประหยัดพร้อมกัน คือถ้าทุกคนหยุดใช้จ่ายเพราะสินค้าแพง ร้านค้าจะขายไม่ได้ โรงงานจะลดการผลิต และสุดท้ายคนจะตกงาน รายได้รวมของประเทศก็จะยิ่งลดลงไปอีก
ดังนั้น นโยบาย "คนละครึ่ง" ในสภาวะเงินเฟ้อสูงจากสงคราม จึงทำหน้าที่ "สองขั้ว" ในเวลาเดียวกัน:
• ในมุมการคลัง: เป็นการจ่ายเงินอุดหนุน (Subsidy) เพื่อเพิ่มรายได้ที่แท้จริง (Real Income) ให้ประชาชนมีกำลังซื้อของจำเป็น (เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช) ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการประคองค่าครองชีพ
• ในมุมการบริโภค: หากรัฐบาลไม่ออกแบบเกณฑ์ให้ดี เงินนี้อาจถูกนำไปใช้กับ "สินค้าฟุ่มเฟือย" หรือการบริโภคเกินความจำเป็น ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้สูงขึ้นไปอีก เพราะมีความต้องการซื้อ (Demand) มากเกินไปในขณะที่ของมีน้อย
สรุป: นโยบายนี้จะย้อนแย้งทันทีหากรัฐบาลเน้น "การกระตุ้น" (Stimulus) เพื่อความคึกคัก แต่จะสมเหตุสมผลหากปรับจุดประสงค์เป็นการ "บรรเทาทุกข์" (Relief) เพื่อการดำรงชีพพื้นฐาน
2. หากจะทำ "คนละครึ่ง" ในยามนี้ ควรทำกับกลุ่มใด?
ในสภาวะที่งบประมาณมีจำกัดและต้องรักษาความมั่นคงทางคลัง การทำแบบ "ถ้วนหน้า" อาจไม่ตอบโจทย์และสิ้นเปลืองเกินไป รัฐบาลควรพิจารณา Targeted Policy หรือการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้
กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับ (Target Group)
1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ซึ่ง เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย เงินทุกบาทที่ได้มาจะถูกนำไปซื้อของอุปโภคบริโภคทันที ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้จริง
2. กลุ่มแรงงานนอกระบบ/อาชีพอิสระที่มีรายได้น้อย: กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยตรง (เช่น วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย) เพื่อให้เขาสามารถรักษาสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้
กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องให้
• กลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับกลาง-สูง:
กลุ่มนี้ยังมีเงินออมและสามารถปรับตัวได้ การให้เงินอุดหนุนกลุ่มนี้อาจกลายเป็นการกระตุ้นการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นการนำภาษีไปช่วยคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว
3. ควรเน้น "กระตุ้นเศรษฐกิจ" หรือไม่ในยามนี้?
คำตอบคือ "ไม่ควรเน้นการกระตุ้นเพื่อความเติบโต (Growth) แต่ควรเน้นการประคอง (Stability)"
รัฐบาลควรเปลี่ยนทิศทางจากการกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วไป มาเป็นการ "ลงทุนเพื่อลดต้นทุนระยะยาว" แทน เช่น:
• แทนที่จะนำเงินภาษีไปจ่ายค่ากับข้าวครึ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ควรแบ่งงบส่วนหนึ่งมาทำ "คนละครึ่งเพื่อการผลิต" เช่น ช่วยอุดหนุนค่าปุ๋ยชีวภาพหรือโซลาร์เซลล์สำหรับเกษตรกรและ SMEs
• การสร้างงานในชุมชน: เน้นโครงการที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ (เช่น การจ้างงานปรับปรุงสาธารณูปโภคในระดับตำบล) แทนการแจกเงินเพื่อไปซื้อของเพียงอย่างเดียว
• คนละครึ่งเพื่อการฝึกทักษะอาชีพสำรอง เตรียมไว้ในยุคสังคมสูงวัยเพื่อใช้ในช่วงสูงอายุ หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป
หากรัฐบาลจะเดินหน้า "คนละครึ่ง" หรือนโยบายอุดหนุนในลักษณะนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในยามที่สงครามยืดเยื้อ ควรพิจารณา 3 องค์ประกอบหลัก
1. การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Targeting)
• ใช้ฐานข้อมูลภาษี (PND) + ประกันสังคม ใช้ระบบ "Digital Wallet" หรือแอปพลิเคชันเดิมที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว มาเชื่อมโยงกับข้อมูลรายได้ที่แท้จริง จะช่วยอุดช่องโหว่เรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ได้ดี
คัดกรองผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ออกไป เพื่อประหยัดงบประมาณและนำเงินไปช่วยกลุ่ม "เส้นเลือดฝอย" (แรงงานอิสระ, ลูกจ้างรายวัน) ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพหนักที่สุด
• กลุ่มเปราะบาง: เน้นไปที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้คงที่แต่ค่าใช้จ่ายผันผวนตามราคาสินค้า
2. การจำกัดประเภทสินค้า (Scope of Subsidy)
• แทนที่จะซื้ออะไรก็ได้ ควรเน้นไปที่ "สินค้าจำเป็นพื้นฐาน" (Food & Essential Goods) เพื่อลดภาระค่าครองชีพจริง ๆ
• ลดการกระตุ้นสินค้าฟุ่มเฟือย: เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Demand-pull Inflation) ในขณะที่ราคาสินค้าแพงอยู่แล้ว
3. การเปลี่ยน "การบริโภค" เป็น“การผลิต“ เพือเพิ่มรายได้ (Productive Support) โดยเฉพาะในสถานการณ์สังคมสูงวัย
ขอเน้นย้ำ หากสงครามยืดเยื้อ รัฐบาลควรเปลี่ยนงบส่วนหนึ่งจาก "คนละครึ่งเพื่อกินใช้" มาเป็น "คนละครึ่งเพื่อการผลิต" เช่น อุดหนุนค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ หรือค่าพลังงานสะอาดสำหรับวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอดได้ด้วยตนเองในระยะยาว
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
2 เมษายน 2569
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี