533.jpg
ชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ ‘ฝอยทอง’แชมป์กับอนาคตของเจ้ายูโร!?!?!

ชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ ‘ฝอยทอง’แชมป์กับอนาคตของเจ้ายูโร!?!?!

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยูโร 2016 ปิดฉากไปอย่างสมบูรณ์แบบด้วยชัยชนะของ “ฝอยทองผยองเดช” ทีมชาติโปรตุเกส

ผมมีโอกาสได้เดินทางไปสัมผัสบรรยากาศนัดชิงชนะเลิศ และทริปทัวร์แดนน้ำหอม กับ “อาราบัส คอฟฟี่” กาแฟพันธุ์อาราบิก้า 100% ภายใต้การนำของ คุณสุพัชรมณี ศรีวลี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด เจ้าของแคมเปญกิจกรรม “ลุ้นดูบอลยุโรป ที่ฝรั่งเศส ฟรี! กับ ARABUS COFFEE” ที่จัดผ่านทาง FM99 อสมท

สุพัชรมณี ศรีวลี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด นำคณะผู้โชคดีจากกิจกรรม “ลุ้นดูบอลยุโรป ที่ฝรั่งเศส ฟรี! กับ ARABUS COFFEE” ชมเกมนัดชิงชนะเลิศที่แซงต์ เดนีส์ ฝรั่งเศส


มีคนบอกว่า ดูบอลทางบ้านผ่านทางจอตู้ดูแล้วไม่ค่อยสนุก แต่เรื่องนี้ไม่แปลกเพราะเป็นปกติของนัดชิงชนะเลิศ

ที่มันจะพลาดกันไม่ได้ เพราะนรกสวรรค์ห่างกันแค่ปลายก้อย…

แต่ดูติดขอบสนามนี่ตื่นเต้นจนหยดสุดท้าย!

ชัยชนะของ โปรตุเกส อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า มันอาจจะไม่สง่างามในสายตาแฟนบอล เพราะปกติพวกเขาเล่นได้ฉูดฉาดกว่านี้ ไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องของแท็กติกเหมือนตอนนี้

แต่ถือว่า “สมศักดิ์ศรี” อย่างยิ่ง

เส้นทางสายนี้สู่การเป็น “แชมป์แรกในประวัติศาสตร์” ถือเป็นการเดินทางที่ยาวนาน จนไม่มีใครเชื่อว่าพวกเขาจะเป็นแชมป์ในครั้งนี้

แม้ว่าออกสตาร์ทจะเป็นเต็ง 5 แต่ฟอร์มที่ออกมาทุกคนร้องยี้

ย้อนอดีตกลับไป ยุคทองของพวกเขาเดินผ่านไปหลังจากหมดยุคของ “เสือดำแห่งโมซัมบิก” ยูเซบิโอ หลังจากได้อันดับที่ 3 ฟุตบอลโลก 1966

จากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ล้อฟรี”

ยุคต่อมาที่พอจะน่าสนใจก็คือ ในฟุตบอลโลก 1986 ก็ตกรอบแรก จากนั้นก็ร่วงคัดเลือกระนาว แถมยังไปตกรอบแรกในปี 2002 ก่อนจะมาได้ที่ 4 ในปี 2006 ถือว่าอยู่ในช่วงยุคทองก็ว่าได้

ผิดกับในบอลยูโร พวกเขาทำผลงานได้ดีมากๆ

โปรตุเกส โผล่มาเข้ารอบตัดเชือกยูโร 1984 เป็นการเข้ารอบยูโรเป็นสมัยแรก ด้วยการบด สหภาพโซเวียต ในเกมสุดท้ายของรอบคัดเลือก ด้วยสกอร์ 1-0 แซงหน้าคว้าแชมป์กลุ่มสำเร็จ

แต่ก็มาแพ้ ฝรั่งเศส ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-3 หลังจากเสมอ 1-1 ใน 90 นาที และขึ้นนำ 2-1 ด้วยซ้ำ แต่รักษาสกอร์ไว้ไม่ได้

ชุดนั้นมี รุย ยอร์เดา ดาวยิงเลือดแองโกลา เป็นตัวสำคัญ

กระทั่งมาในยุค ยูโร 1996 เป็นยุคที่พวกเขากำลังก้าวขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทั้ง วิคเตอร์ บาญ่า, รุย คอสต้า, เฟอร์นานโด เคาโต้, รุย คอสต้า, เปาโล ซูซ่า และดาวรุ่งพุ่งแรงวัย 23 ปี อย่าง หลุยส์ ฟิโก้

พวกเขาเข้าถึงรอบ 8 ทีม แต่มาแพ้ สาธารณรัฐเช็ก

ปี 2000 พวกเขาเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ตั้งแต่นัดแรก ด้วยการตามหลัง อังกฤษ 0-2 กลับมาชนะ 3-2 และยาตราทัพเข้าถึงรอบตัดเชือก แต่ก็มาแพ้ โกลเด้นโกล์ ให้กับ ฝรั่งเศส

ปี 2004 เป็นเจ้าภาพ แม้จะแพ้ตั้งแต่ยกแรก แต่ก็กรุยทางสู่รอบชิงได้สำเร็จ แต่ก็ได้แค่พระรองเมื่อแพ้ กรีซ 0-1

ปี 2008 เข้ารอบ 8 ทีมแต่มาแพ้ เยอรมนี 2-3 ซึ่งครั้งนั้นถูกนินทากันว่า หลุยส์ เฟลิปเป้ สโคลารี่ ดันไปรับงาน เชลซี ก่อนทัวร์นาเมนท์ และไร้สมาธิในการทำงาน

หนล่าสุดคือ ปี 2012 พวกเขาทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ แต่มาดวงแตกแพ้การดวลเป้าให้กับ สเปน ไปอย่างเจ็บปวดที่สุด

ทุกอย่างเหมือนกันผ่านพ้นช่วงเวลาที่ดีที่สุด นักเตะยุคทองกำลังโรยราไปเรื่อยๆ จะเหลือเพียงแค่ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ เป็นตัวชูโรงเพียงคนเดียว

ที่เหลือก็คือ เปเป้, นานี่ และเจา มูตินโญ่ ที่ดูเหมือนจะช่วงท้ายปลายทาง

ส่วนที่รอวันปลดระวางก็คือ ริคาร์โด้คาร์วัลโญ่

9 คน อายุเลข 3 นำหน้าขณะที่พวกอายุจุดพีคของนักบอลคือเลย 28 ขึ้นมา มีอีก 4 คน

7 นัด ในรอบสุดท้าย โปรตุเกส ปรับระบบการเล่นแบบอุตลุดไปหมด จนกระทั่งมาได้ของถนัดในช่วงท้ายนี่แหละ

3 เกมแรก เล่น 4-3-3 ก่อนที่รอบ 16 ทีม ตัดสินใจยืนกันแบบ 4-4-2

มาในรอบ 8 ทีม ชนกับ โปแลนด์ ใช้ระบบ 4-1-3-2 แล้วก็ใช้ระบบนี้มาจนถึงนัดสุดท้าย

วิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ คือตัว “1” ที่ยืนออกบอลในเกมรุก หากพวกเล่นเล่นสั้น แบ๊กจะเติมขึ้นไปแล้วยืนกัน 3 คน ไล่จากซ้ายคือ โชเซ่ ฟอนเต้-วิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่-เปเป้

บวกกับการเข้าฟอร์มพอดีของเรนาโต้ ซานเชซ ดาวรุ่งพุ่งแรงในแผงกลางทำให้ทีมมีสีสันขึ้นในเกมรุก แถม ริคาร์โด้ กวาเรสม่า ก็ถูกใช้อย่างถูกต้อง

เป็นตัวจริงไม่ได้ แต่เป็นสำรองแล้วดีนี่แหละ กวาเรสม่า

ลงท้ายได้เป็นแชมป์แรกในระดับใหญ่จากนี้น่าสนใจว่า ทางเดินเส้นต่อไปของโปรตุเกสในฐานะแชมป์ยุโรปจะเป็นอย่างไร

เพราะถ้านับไปในการป้องกันแชมป์อีก 4 ปีข้างหน้า บนวัย 35 ปี โรนัลโด้ ไม่น่าจะเล่นได้ถึงระดับนี้อีกแล้ว

ขณะที่หลายคนคงต้องอำลาทีมไปแน่ๆ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทัวร์นาเมนท์ต่อไปคือ “โอลิมปิกเกมส์ 2016” ที่บราซิล ซึ่ง โปรตุเกส ประกาศรายชื่อนักเตะออกมาแล้ว โดยไม่มีชื่อนักเตะชุดแชมป์ยูโรร่วมทัพแต่อย่างใด

6 นักเตะจากชุดที่คัดเลือกผ่าน แต่ไปเล่นให้ทีมชุดยูโร ประกอบด้วย เรนาโต้ ซานเชซ, ราฟาเอล เกร์เรยโร่, อันเดร โกเมส, เจา มาริโอ, วิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ และราฟา ซิลวา ต่างไม่มีชื่อทั้งหมด

ซึ่งทีมชุดนี้มีนักเตะจากสโมสรดังๆ นำทัพ อาทิ โจเอล ปาเรยร่า นายประตูจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ติอาโก้ อิลอรี่ จากลิเวอร์พูล, อังเดร มาร์ตินส์ กับ คาร์ลอส มาเน่ จากสปอร์ติ้ง ลิสบอน และกอนซาโล่ปาเซียนเซีย จากเอฟซี ปอร์โต้

แน่นอนว่า เฟร์นานโด ซานโต๊ส กุนซือจะต้องมีงานทำนับจากวันนี้ นั่นก็คือ เตรียมทีมยุคใหม่ที่ไม่ใช่ โรนัลโด้ เป็นหัวใจในทีม

พร้อมกับทำให้ โปรตุเกส กลับมาเล่นเกมที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน และเล่นเกมรุก เพื่อให้กลับมาเป็นทีมที่ “ชนะใจ” แฟนฟุตบอลอีกครั้ง

ในสไตล์อมตะตลอดกาลนั่นคือ “ถอยหลังไม่เป็น”

ไม่ใช่เป็นทีมที่เน้นแต่แท็กติกให้รุ่มร่ามในหัวใจของแฟนบอล!!!!

บี แหลมสิงห์
Made in France

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top