ลีโอเนล เมสซี่ กับโอกาสครั้งสำคัญบนวัย 30 ปี
ว่ากันถึง “ตัวเก็งเต็งแชมป์” กับฟุตบอลโลกครั้งนี้
ศึกเวิลด์คัพ ครั้งที่ 21 หรือ “รัสเซีย 2018” ขาดสองชาติมหาอำนาจลูกหนัง นั่นคือ อิตาลี กับ เนเธอร์แลนด์ รวมไปถึงชาติมหาอำนาจขาใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา แต่ถ้าหากชุดนี้มากันจริงๆ
ก็ไม่น่าเกี่ยว และไม่มีทางเฉี่ยวกับการเป็น “แชมป์”
ขณะที่ชาติยักษ์ใหญ่เดินทางมาครั้งนี้มีการคาดหมายกันว่า ชาติที่จะครองความเป็นหมายเลข 1 ของโลกลูกหนังคงจะไม่เกินไปจาก
5 ประเทศนี้
.jpg)
อองตวน กรีซมันน์ แกนรุกตัวความหวังฝรั่งเศส
1.“แซมบ้า” ทีมชาติบราซิล, 2.“อินทรีเหล็ก” ทีมชาติเยอรมนี 3.“ไก่ทองคำ” ทีมชาติฝรั่งเศส 4.“กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน 5.“ฟ้าขาว” ทีมชาติอาร์เจนตินา
ขณะที่กลุ่ม “ม้ามืด” และเป็นไปได้ที่อาจจะ “หน้ามืด” กันไปเอง นั่นก็คือ “ฝอยทองผยองเดช” โปรตุเกส, “สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ, “จอมโหด” ทีมชาติอุรุกวัย และ “ปีศาจแดง” ทีมชาติเบลเยียม
เริ่มจัดลำดับจากกลุ่มม้ามืดกันไปก่อน
4 ทีมที่เลือกมาเป็น “ม้ามืด” มีประเทศที่จากเดิมเป็นประเภท “กลุ่มม้าเต็ง” นั่นคือ อังกฤษ ที่นับวันจะเดินถอยหลังจากความสำเร็จระดับชาติ ด้วยการที่มีนักเตะ “ทับตำแหน่ง” มากจนเกินไป, อัตราการเกิดและเติบโตของนักเตะท้องถิ่นน้อยลงไปเรื่อยๆ
แน่นอนใครมาทำงานตรงนี้จะมีข้อจำกัดสูงมาก
อังกฤษ จะดีที่สุดคงไม่เกินรอบ 8 ทีมสุดท้าย หากมากกว่านี้ถือว่า “พลิกล็อก”
.jpg)
เนย์มาร์ ตัวจักรสำคัญของบราซิล
เช่นเดียวกับ เบลเยียม ที่หลายคนคาดหมายมานานว่า จะถึงเวลาที่พวกเขาจะก้าวไปเป็น “แชมป์โลกทีมใหม่” พร้อมกับถูกยกให้เป็นถึงเต็ง 6 แต่ศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขา มันขนาดนั้นเลยล่ะหรือ
การจับอยู่สายเดียวกับ อังกฤษ อาจต้องบี้กันเป็นที่ 1 ในสาย ซึ่งวัดกันในรายละเอียดผู้เล่น สิ่งที่เหมือนกันก็คือ นักเตะหลายคนที่ดี แต่กลับ “ซ้อนตำแหน่ง” กันเอง อย่างน่าเสียดาย
หากเข้าถึงรอบ 4 ทีมได้ถือว่าเก่งเกินคาด
มาที่ อุรุกวัย ยังเป็นยุคของ หลุยส์ ซัวเรซ, เอดินสัน คาวานี่ และ ดีเอโก้ โกดิน ที่เป็นตัวสำคัญ แต่แผงมิดฟิลด์ของพวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งเพียงพอที่จะช่วยยกระดับการเล่น
จริงๆ รอบแรกไม่น่ามีปัญหา แต่รอบลึกๆ เข้าไปน่าห่วงกว่าทีมอื่น
ส่วน โปรตุเกส ทุกทีมไม่มีสิทธิ์ประมาท หลังจากผลงานที่ “จับต้องได้” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังเกิดขึ้นจากการเป็นแชมป์ยูโร 2016 ชัยชนะด้วยการเล่นแบบระบบทีมที่ดี และมีตัวกำหนดทิศทางที่น่าสนใจอย่าง คริสติอาโน่ โรนัลโด้
หากนับเฉพาะ “ม้ามืด” ถือว่า โปรตุเกส กับ อุรุกวัย น่าสนใจอย่างที่สุด
.jpg)
อันเดรส อิเนียสต้า จอมทัพเฒ่าของสเปน
มาถึง 5 ทีมที่มีโอกาสมากที่สุดในการล่าแชมป์โลก แต่ละทีมมีสิ่งที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป
เริ่มจาก “เต็ง 5” อาร์เจนตินา กับโอกาสครั้งสำคัญ และ “อาจจะ”เป็นครั้งสุดท้ายของ ลีโอเนล เมสซี่ บนวัย 30 ปี
พวกเขากระท่อนกระแท่นกว่าจะเข้ารอบมาได้ หลายคนบอกว่า “นี่แหละเสือเจ็บ” แต่รู้สึกว่า เสือตัวนี้เจ็บมาหลายครั้งเหลือเกิน ที่สำคัญที่สุด นักเตะคนอื่นต้องยกระดับความสามารถขึ้นมาเพื่อช่วย เมสซี่
อีกอย่างก็คือ ฆอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือก็ “อย่าเปลี่ยนแท็กติก” ให้บ่อยครั้งจนเกินไปในระหว่างเกม มันไม่ได้สร้างความสับสนกับคู่แข่ง แต่เป็นการสร้างความมึนงงให้กับพวกเดียวกันเองมากกว่า
“เต็ง 4” สเปน เป็นอีกทีมที่มีตัวเลือกเยอะมากในทุกๆ ตำแหน่ง แต่จุดที่อาจจะส่งผลให้พวกเขา “พลาด” เหมือนเมื่อ 4 ปีก่อนนั่นก็คือ ความห่างระหว่างวัยของนักเตะ ที่เหมือนกับว่า “ช่องไฟ” มันเยอะเกินไปหน่อย และแม่ทัพที่แท้จริงของทีมชุดนี้คือใคร
เคราร์ด ปีเก้, เซร์คิโอ รามอส, อันเดรส อิเนียสต้า และดาบิด ซิลบา คือตัวหลัก แต่ด้วยวัยและความฟิตของพวกเขาคือปริศนาในการต่อสู้ครั้งนี้
.jpg)
คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ความหวังโปรตุเกส
ไม่ต่างจาก สเปน มาถึง “เต็ง 3” ฝรั่งเศส มีตัวเลือกให้พิจารณาอย่างมากมาย ชนิดที่ตัวที่ถูกตัดออกไปสามารถมาจัดเล่นได้อีก 1 ทีมอย่างสบายๆ
ด้วยการเลือกตัวผู้เล่นหนนี้ ถือเป็นการเดิมพันอนาคตของ ดีดิเยร์ เดส์ชองป์ ที่ถูกวิจารณ์และถูกต้านจากตัวนักบอล เหมือนราวกับว่า พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน แต่นั่นถือเป็นเรื่องธรรมดาของทีมนี้ มีทุกปีกับเรื่องลักษณะแนวนี้
“เต็ง 2” เยอรมนี ประเด็นคือ เราไม่ค่อยได้เห็นพวกเขามีปัญหารายวันมากขนาดนี้มาก่อน ชื่อชั้นของระเบียบวินัย และการวางตัวของนักฟุตบอลคือคุณภาพ-มาตรฐานที่เป็นเครื่องหมายการค้า
สิ่งสำคัญก็คือการที่ทีมกำลังจะได้ มานูเอล นอยเออร์ แกนนำคนสำคัญกลับมาหลังจากเดี้ยงไปทั้งซีซั่น ส่งผลในทุกๆ เรื่องโดยเฉพาะความมั่นคงในเกมรับกลับมาเต็มๆ
ที่สุดแล้ว พวกเขาต้องต่อกรกับสถิติแปลกๆ บางอย่างนั่นก็คือ ไม่เคยมีใครป้องกันแชมป์โลกได้เลยตลอดในยุคฟีฟ่า เวิลด์คัพ โทรฟี่
หรือรวมเวลามานานกว่า 56 ปีแล้ว นับตั้งแต่ บราซิล เบิ้ลแชมป์จูลส์ ริเมต์ ในปี 1956
.jpg)
มานูเอล นอยเออร์ จอมหนึบเยอรมนี
มาถึง “เต็ง 1” ที่เคยเป็น “เต็ง 1 ตลอดกาล” อย่าง บราซิล หลังจากคำว่า Football is Over กังวานในก้องกมลของพวกเขา หลังจากพลาดท่าให้กับ เยอรมนี ในรอบตัดเชือก เวิลด์คัพ 2014 ยับสุดในประวัติศาสตร์
แต่การครองเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ สมัยแรกที่พวกเขารอคอยมา “ทั้งชาติ” ในศึกรีโอเกมส์ 2016 ปลุกให้กองทัพขุนแข้งเซเลเซา กลับมาคืนชีพอีกครั้ง ด้วยการมีทีมที่ค่อนข้างจะ “สมบูรณ์แบบ” กว่าใครในบอลโลกครานี้
ปริศนาเดียวก็คือ ความฟิตของ เนย์มาร์ จูเนียร์ อดีตราชันโลกออนไลน์หรือ “เจ้าพ่อยูทูบ” ตอนนี้กลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก ที่เจ็บไปนานหลายเดือน และจะพร้อมขนาดไหน ในบอลโลกครานี้
ไม่ได้หมายความว่า เนย์มาร์ เก่งกว่าคนอื่น หรือเล่นได้เหนือดุจเทวดา แต่ฟุตบอลกำลังจะเข้าสู่ยุคของเขา พร้อมด้วยขุนศึกที่เคียงข้างที่ดีกว่า 4 ปีก่อนมากมายหลายสิบปี๊บ
หาก เนย์มาร์ พร้อม บวกกับขุนพลที่ลงตัว “แทบจะ” ทุกตำแหน่ง ทำให้ “แซมบ้า” มีโอกาสทวนความสำเร็จที่พวกเขาห่างเหินมานานถึง 16 ปีเต็ม
ทั้งหมดคือ โฉมหน้าของ “ม้าเต็ง” และ “ม้ามืด” ที่จะครองโลกในปีนี้ นั่นดีดลูกคิดดูแล้ว รับรองกันได้ว่า “แชมป์โลก” จะไม่เกินไปจากนี้ แต่หากว่า ถ้าเกินไปกว่านี้
ก็ “ตัวใครตัวมัน” ล่ะครับ!!!
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี