วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569
เลือกอีกสักตั้ง เป็นอีกหนึ่งคำที่ประดิษฐ์ออกมาแล้วหลายคน “ถูกจริต” กับการเลือกตั้งครั้งนี้
ดีกว่าคำว่า “เลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์” เป็นไหน ๆ
เพราะคนก็จะย้อนถามกลับไปถึงวาทะนี้ว่า มันประวัติศาสตร์ตรงไหน(เหรอ)
ในฐานะคนกีฬา แน่นอนว่า “เราเข้าใจดี” กับทุกสถานการณ์ของประเทศที่เราจะเห็นได้ว่า “เรื่องปากท้อง” ย่อมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และเราก็อยากให้เป็นประเทศที่ “พัฒนาแล้ว“ ซะที
หลังจากเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” มานานกว่า 30 ปี
กีฬาเป็นเรื่องปรุงจิตให้ชื่นใจ แต่มักจะถูกมองไว้ข้างหลังอยู่เสมอ ไม่ต้องอะไรมากแค่ชื่อกระทรวง ยังมีชื่อ “ท่องเที่ยว” ก่อนคำว่า “กีฬา”
ดังนั้นจึง “ไม่แปลก” ที่คนจากวงกีฬานั้น “ไม่ค่อยปรากฎ” ให้เราเห็นเท่าไหร่นักในการเลือกตั้งครั้งต่าง ๆ ยกเว้นเราเคยมี ร้อยตำรวจเอกพเยาว์ พูลธรัตน์ ฮีโร่เหรียญโอลิมปิกเกมส์คนแรก ที่เคยเป็น สส.ประจวบฯ 1 สมัย
หรือการจะเป็นการที่ร่ายข้อความมาข้างต้น ว่า “คนกีฬา” มักจะถูกมองข้าม และไม่ค่อยจะได้รับการชูมือในแวดวงการเมือง ทั้งที่กีฬาเป็นเครื่องปรุงสำคัญไม่น้อยของคนไทยมาโดยตลอด
การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นที่สนใจ เพราะทันทีที่มีชื่อของ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” รัชพล ภู่โอบอ้อม อดีตนักสอยคิวมือ 3 ของโลก วัย 55 ปี อยู่ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย และหนังสือพิมพ์ฝรั่งดังอย่าง “The Sun” ก็นำเสนอเรื่องราวพร้อมรูปถ่ายสมัยที่คนไทยต้องตื่นขึ้นมาดึก ๆ ดื่น ๆ ดู ต๋องแข่งขัน โดยมี “คิวทอง” ศักดา รัตนสุบรรณ กับ “เตยหอม” พิษณุ นิลกลัด สองปรามาจารย์วงการกีฬาเป็นผู้ให้เสียงภาษาพากย์
“เดอะ ซัน” พาดหัวข่าวว่า POCKETS FOR POLLS : Snooker icon who beat Ronnie O’Sullivan and reached world championship semi-final running for MP in general election
ตามด้วยหัวรองคือ Fellow countryman and former sports star also running in same election
จากนั้นในเนื้อข่าวก็เป็นการอธิบายว่า ต๋อง เป็นใคร เคยทำอะไรบ้างกับวงการสอยคิว มีฝีมือขนาดปลุกวงการสนุกเกอร์เอเชีย และทำให้โลกรู้จักประเทศไทยในแผนที่โลกของกีฬา
“Wattana symbolised a golden age of snooker in Thailand, helping put the country on the sport’s map.” ท่อนนี้คลาสสิกมาก ๆ
คำอธิบายของ เดอะ ซัน ระบุว่า ต๋อง อยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 48 พร้อมระบุในตอนท้ายว่า ไม่ใช่แค่ ต๋อง คนเดียวที่เป็นนักกีฬาระดับโลกของสนุกเกอร์ แต่ยังมี “บิ๊ก สระบุรี” อรรถสิทธิ์ มหิทธิ อีกคนหนึ่งด้วย
“Wattana’s compatriot and fellow former snooker star Atthasit Mahitthi is also running in the election.The ex-world amateur champion declared his candidacy for Saraburi’s Constituency 3 under the People’s Party banner.”
ว่ากันถึง บิ๊ก เป็นแชมป์สมัครเล่นโลก หรือ IBSF ที่โคราช เมื่อปี 2007 ซึ่งผมอยู่ในเหตุการณ์ที่ บิ๊ก ถึงกับต้องตักน้ำตาลเปล่า ๆ กินในช่วงท้ายรอบตัดเชือก เพื่อเติมพลังก่อนจะชนะ บียอร์น ฮานีเวียร์ จากเบลเยี่ยม สุดระทึก 8-7 เฟรม ที่โรงแรมสีมาธานี ก่อนนัดชิงจะปราบ “กร นครปฐม” ภาสกร สุวรรณวัฒน์ 11-7
บิ๊ก ไปเล่นระดับอาชีพโลกอยู่ 2 รอบ อันดับดีสุดคือ 75 ก่อนจะมาเป็นผู้บรรยายทางทรูวิชันส์ในปัจจุบัน และได้ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสระบุรี ภายใต้พรรคประชาชน
ซึ่งผมมีโอกาสได้คุยและสัมภาษณ์ “คนในวงกีฬา” ที่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้อยู่หลากหลายท่าน ขอยกที่ไปที่มา ณ ตรงนี้ 3 คนด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ “บิ๊ก สระบุรี” ในฐานะที่ผมก็ทำข่าวมาตั้งแต่บิ๊กเป็นดาวรุ่ง และเป็นคนในวงการสอยคิว
“เข้ามาเพื่อเป็น บิ๊ก สระบุรี” นี่คือคำตอบของ บิ๊ก ถึง สิ่งที่มุ่งหวังอยากเป็นกระบอกเสียงที่สุดกับวงการกีฬา “สิ่งแรก คือ ผมเกิดจากวงการสนุกเกอร์ และอยากทำงานส่วนกลางของกีฬาให้มใันดี ตัวอย่างก็เห็น ๆ กันโดยเฉพาะซีเกมส์ คือเคสล่าสุด อาทิ เบี้ยเลี้ยง, มาเฟียวงการ มันเยอะซะจน คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้บุตรหลานมาเล่นกีฬา”
“มาเล่นกีฬาเท่ากับสร้างอาชีพ ถ้าคนไม่มาวงการกีฬา คนที่เสียหายองค์รวมคือประเทศชาติ ผมอยากเปลี่ยนมายด์เซ็ต วางรากจากพื้นฐาน เราต้องปั้นไปเป็นแชมป์โลก ไม่ใช่ปั้นไปแค่ติดทีมชาติ”
“ทัศนคติของพ่อแม่ผู้ปกครอง จะต้องเกิดมุมมองใหม่ ไม่ได้เล่นเพื่อความเป็นเลิศเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญ ผมเกิดจากวงการสนุกเกอร์ ผมตั้งใจจะปลด พรบ.พนัน(พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478) เรื่องนี้ต้องเอาคนในวงการสนุกเกอร์ไปแก้กฎหมายเท่านั้น และนี่คือเหตุผลที่ผมเลือกลงสมัครในนามพรรคนี้ พรรคนี้เท่านั้นที่แก้ได้ เพราะพรรคอื่นไม่ได้แน่นอน
ในมุมที่คิดว่ากีฬาควรพัฒนาที่สุดคืออะไรนั้น “บิ๊ก” บอกว่า เบื้องต้นจริง ๆ มีหลายเรื่องมาก แต่สิ่งสำคัญที่ผมเล็งเห็นก็คือ การสร้างพื้นฐานจากเยาวชน ที่ผ่านมานั้น ผมเป็นแชมป์โลก และปั้นแชมป์โลกมาแล้ว (มิ้งค์ สระบุรี : ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย)
ดังนั้นทุกคนน่าจะเข้าใจแล้วว่า จะได้อะไรจากผม และผมเป็นตัวตนที่สุดสำหรับพรรคนี้
ขณะที่คนในวงกีฬาอีกคนที่ถูกจับตามอง และเซอร์ไพรส์มากกับการเข้าสู่เวทีนี้คือ “วัลลภ ตรีฤกษ์งาม” ผู้สนับสนุนคนในวงการกีฬา ที่ประกาศอำลาตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เรียบร้อย ประกาศตัวลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน
ซุึ่งเป็นการเปลี่ยนภาพจากผู้บริหารที่ชอบกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล และให้การสนับสนุน “คนทำงานด้านกีฬา” การพลิกโฉมครั้งนี้มีสาเหตุจากอะไร
ปรับตัวพอสมควร เพราะจบสายตรงมาทำงาน เรื่องของเศรษฐกิจโครงสร้าง เน้นเรื่องปัญหาสังคม เรื่องสุขภาพ เพราะตอนที่ทำทีมฟุตบอล “สโมสรพ่อวัลลภ” ก็ได้ไปร่วมทัพกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมไปกับตอบแทนสังคม จนเห็นปัญหาตรงที่ว่าการซื้อเครื่องมือเยอะ ๆ ราคาแพง ๆ แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้คนรักษาสุขะ และโภชนาการ ตั้งแต่เยาว์วัย นั้นต้องทำให้ถูกทาง
“ผมจึงดัดแปลงรถแคร์รี่มาเป็นรถดูแลผู้ป่วยติดเตียงทำมาแล้วหลายปี ปัญหาคือ คนไทยเราหากเปรียบเป็นรถยนต์คันหนึ่ง คือรุ่นอะไร ผมมองว่า เหมือนกับรถกระบะหัวเดียว เป็นรถเกียร์ธรรมดา เหมือน 30 ปีที่แล้ว แต่ปะผุ ทำสี โป้วสี ระบบเกียร์กระปุก ขนคนมา 30 กว่าปีก็รุ่นเดิม ขนโดยไม่มีความรู้ ย่อมทรุดโทรมไปทุกวัน ถึงเวลาต้องเปลี่ยน ก็ไม่ได้เปลี่ยนที่ถูกต้อง”
“ตัวผมเหมือนผู้ชมกีฬามาตลอด 65 ล้านคนที่เฝ้าดูกีฬา ก็เหมือนกันกับรถกระบะหัวเดียวเมื่อ 30 ปีก่อน กีฬาก็เป็นอย่างนี้ และเราก็เริ่มถูกแซงเพราะมันเริ่มเร่งไม่ขึ้น ในเมื่อชีวิตผมได้รับโอกาสมาทุกอย่างแล้ว ทำงานดี ศึกษาดี สิ่งแวดล้อมดี ไม่อยากให้รุ่นหลานบอกว่า ทำไมไม่ทำอะไรให้เขาเลย จึงตัดสินใจมาทำตรงนี้เพื่อสังคม”
“ผมยังเชื่อว่าประเทศนี้ดีที่สุดในโลก และไทยต้องเท่ากัน ที่ผ่านมาไม่มีจริง เพราะกลุ่มเปราะบาง สวัสดิการ การศึกษา ไม่เคยได้รับโอกาสนี้ แม้แต่สิทธิขั้นพื้นฐาน นั่นคือ พรบ.อากาศสะอาด คนไทยต้องมี”
“ผมอาจจะไม่ได้บริหารจัดการกีฬาโดยตรง แต่เราทำงานกันเป็นทีม อะไรที่จะทำให้คนไทยเดินต่อไปได้ด้วยดี เราต้องทำ ซึ่งผมปัญหากีฬามองอยู่ 4 ประการ”
1.เปราะบางของอาชีพนักกีฬา : หลังจากจบการแข่งขัน จากนั้นคุณจะหลุดไปเลย หลายคนจะลืมไปเลย อาชีพนี้ดูเหมือนจะไม่มั่นคง
2.โครงสร้างพื้นฐานไร้มาตรฐาน : เกิดจากทุจริตนโยบาย มาตรฐานการก่อสร้าง งบประมาณบำรุงรักษา
3.ระบบอุปถัมน์และคอร์รัปชั่น : มีเรื่องของเส้นสาย นายกสมาคมฯชอบใครไม่ชอบใคร ก็จะตัดทิ้งหมดทั้งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่
4.การสูญเสียทางเศรษฐกิจ : จัดกีฬาเพื่อตามรอบ ไม่มีแผนอะไรเลยไม่ได้ จะต้องเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สิ่งทอ เสื้อผ้าแบรนด์ อุตสาหกรรมสาธารณสุข
พัฒนาตั้งแต่เยาวชน ตั้งแต่ของรัฐ เรียนไปฝึกไป โรงเรียนกีฬาไม่พร้อม วิทยาศาสตร์การกีฬาไม่พร้อม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่พร้อม ดังนั้นต้องแก้ไขจากรากฐานทั้งระบบ
คุณวัลลภ ทิ้งท้ายไว้ว่า พรรคที่สังกัดกำลังเปิดนโยบายกีฬาที่ชัดเจน และเป็นหนึ่งในคำว่า “ประชาชนอยู่บนสมาการ”
....อีกหนึ่งคนที่้อยู่ในวงการกีฬาในฐานะตั้งแต่เป็นนักกีฬาทีมชาติ, เป็นคนเดียวที่ชิงแต้มมาจากการเลือกตั้งตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และปัจจุบันเป็นประธานจัดการแข่งขันฟุตซอลไทยลีก “โกล์ป๊อก” วรงค์ ทิวทัศน์ ซึ่งเป็นปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคโอกาสใหม่
ผมจึงถามว่า ประเด็นตรง ๆ คือ เรื่องบอล 7 คนนี่มันเป็นอย่างไร ที่จะต้องจัดการแข่งขันกันใหญ่โตตามกระแสอย่างเดียวเลยล่ะหรือ
ได้รับคำตอบว่า “ระบบนิเวศของฟุตบอล 7 คน” คือสิ่งที่เราต้องมามองกันก่อนอย่างละเอียด ต้องมองให้มากกว่าเรื่องงบประมาณการแข่งขัน หรือกระแสเพียงอย่างเดียว
“ด้วยการเข้าถึงได้ง่าย ฟุตบอล 7 คน ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมย่อย หรือทางเลือกสำรองของฟุตบอล 11 คน แต่ควรถูกวางตำแหน่งให้เป็น ฐานรากของการพัฒนา ที่ตอบโจทย์บริบทจริงของสังคมไทย ทั้งด้านพื้นที่ เวลา ต้นทุน และจำนวนผู้เล่น
ในหลายชุมชน ตั้งแต่เด็ก เยาวชน คนทำงาน ไปจนถึงคนสูงวัย เป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังทักษะพื้นฐาน ความรักในกีฬา และวัฒนธรรมการเล่นเป็นทีม แต่.......”
แต่จะต้องมีความจริงจังให้มากพอ หากจะสนับสนุนอย่างจริงจัง และใช้งบประมาณก้อนใหญ่ ๆ ทั้งจากหลายภาคส่วนแบบนี้ นั่นคือ เส้นทางการต่อยอด จากระดับชุมชน เยาวชน สมัครเล่น กึ่งอาชีพ อาชีพ และความเชื่อมโยงกับระบบฟุตบอลหลัก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล 11 คน ฟุตซอล หรือฟุตบอลชายหาด
“ฟุตบอล 7 คน สามารถเป็น “สะพานเชื่อม” ที่ช่วยคัดกรอง พัฒนา และรักษาฐานผู้เล่นไว้ในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ระบบสิทธิประโยชน์ หากผู้เล่น ผู้จัดการแข่งขัน ผู้ฝึกสอน และชุมชน ไม่เห็นคุณค่าและผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม ระบบก็จะไม่ยั่งยืน”
สุดท้าย ผมมองว่า การสนับสนุนฟุตบอล 7 คนจะมีความหมายจริง ๆ ก็ต่อเมื่อถูกวางอยู่ในระบบนิเวศกีฬาฟุตบอลที่ชัดเจน แต่ไม่ใช่แค่ “จัดแข่งให้จบปี” แต่เป็นการลงทุนระยะยาว ที่ทำให้ฟุตบอลอยู่กับคนไทยในทุกช่วงวัย และไหลต่อไปสู่โครงสร้างฟุตบอลทั้งประเทศได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน เรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เหมือนกับเป็น กระทรวงการท่องเที่ยวและโควต้านั้น “โกล์ป๊อก” มองว่า นี่เป็นเรื่องเริ่มต้นในพันธกิจ วิสัยทัศน์ มันชัดเจนอยู่แล้วมิติของทุกกระทรวง และทุกกระทรวงต้องมีคนที่เข้าใจจริง ๆ ในการทำงาน
คนในกระทรวงต้องเข้าใจก่อนว่า กระทรวงคุณทำอะไร เพื่อไปบอกกระทรวงอื่นว่า พวกเขาต้องการอะไร ส่วนใหญ่จะนึกไม่ออกว่าจะทำอะไร แค่มาของงบประมาณอย่างเดียวไม่น่าไหว
“ไม่ใช่แค่โควต้า ไม่ใช่แค่ตำแหน่งเกียรติยศต่อวงศ์ตระกูล ไม่ใช่พอเกิดผลกระทบจากการทำงานของคนในกระทรวง จะมาบอกว่า ตัวเองเพิ่งมา เดี๋ยวก็จะไปแล้ว แบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นคนที่ไปดูกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งต้องมีความรู้ ไม่ใช่ผีจับยัด อีกอย่างบริบทของโลก มันค่อย ๆ เปลี่ยน แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเร็ว ดังนั้นถ้าคุณไม่เอาคนที่รู้จริง ๆ มาทำงาน รับรองว่า มันไม่ใช่แค่ไม่พัฒนา มันคือถอยหลัง”
“ผมไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกขบวนโดยเฉพาะ เรื่องของอุตสาหกรรมกีฬา ต้องมอบนโยบายทันทีว่าจะไปแบบไหน การออกแบบอีเวนต์กีฬาใหม่ ช่วงโลว์ซีซั่น ช่วงไฮซีซั่น หรือเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ดังนั้นอีเวนต์กีฬา ทำให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องเดินหน้าต่อไปได้ แล้วจะตอบโจทย์ทุกอย่าง”
“ที่ผ่านมา กีฬาไม่เคยรวมตัวกันเลย ต่างคนต่างทำต่างคนต่างคิด เหมือนไร้ทิศทาง ซึ่งแตกต่างจากภาคธุรกิจที่รวมตัวกัน ไม่มีสภาอุตสาหกรรมกีฬา เพราะสามารถผลักดันขับเคลื่อนประเทศได้หลาย ๆ มิติ เป็นนโยบายที่พูดมาตั้งแต่ปีแรกที่ได้มาเป็นบอร์ดกีฬาอาชีพ ก็เคยคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน แต่ไม่ได้รับการสานต่อ ได้แค่เสนอข้อคิดเห็น ดังนั้นจึงอยากมาอยู่ในบทบาทข้อคิดเห็นพวกนี้ไปยังคนกีฬาได้
สำนักงานส่งเสริมการลงทุนของกีฬา ซึ่ง ธุรกิจอื่นมีเต็มไปหมด แต่ของเรายังไม่มี ซึ่งกองทุนฯแบบเดิมให้มาแล้วหมดไป ก็ควรจะเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อนำเงินที่ให้ไปควรมีประโยชน์ และนำกลับมาอีกครั้ง เพื่อจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ให้กับวงการกีฬาบ้านเรา
นั่นคือ เปลี่ยนกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ให้มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ ให้เป็นหน่วยลงทุน (National Sports Investment Board)
นี่คือหนึ่งมุมที่สะท้อนออกมาให้เห็นว่า คนกีฬาพร้อมลุย แม้ว่าคนกีฬาน้อยเกินไปหรือไม่ในวงการเมือง ทั้งที่ “กีฬากับการเมือง” แยกกันออกที่ไหนล่ะครับ
มันอาจจะเป็นภาพจากเมื่อก่อนที่เราเคยเห็นฮีโร่โอลิมปิกทั้ง สมรักษ์ คำสิงห์, เขาทราย แกแล็คซี่, ภราดร ศรีชาพันธุ์, เยาวภา บุรพลชัย หรือกระทั่งยอดนักเตะในตำนานอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ที่ไม่สามารถผ่านเข้าเส้นชัยในเวทีเลือกตั้งได้ อาจทำให้คนในวงการกีฬา ไม่กล้าลงเลือกตั้ง
สุดท้ายแล้วก็ต้องติดตามกันว่า ใครจะเป็นอย่างไร อย่างเช่น “บิ๊ก สระบุรี” ยังกระซิบบอว่า “พี่….ผมคิดเป็นร้อยรอบว่าจะลงดีหรือไม่”
สุดท้ายไม่ว่าใครจะได้เป็น ใครจะเข้าเส้นชัย กระสุนจะชนะกระแส หรือ กระแสชนะกระสุน
หากถูกใจนโยบายของใคร ก็สามารถนำปรับไปใช้
ไม่ใช่เพื่อใคร....แต่ก็เพื่อลูกหลานคุณนั่นแหล่ะ
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี