วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569
อาณาจักรในย่านลอนดอนเหนือ N17 กำลังสั่นคลอนอย่างมาก
จากการพ่ายแพ้คาถิ่นตัวเองของ “ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ทีมดังแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษให้กับ "ปราสาทเรือนแก้ว" คริสตัล พาเลซ 1-3 ในศึกพรีเมียร์ลีก ทำให้สถานการณ์ของพวกเขาลำบากหนักในการลุ้นหนีตาย เมื่อมีคะแนนเหนือโซนตกชั้นเหลือแค่คะแนนเดียว
สถิติต่าง ๆ ในเชิงลบเกิดขึ้นอย่างมากมาย แม้จะเปลี่ยนกุนซือมาเป็น อีกอร์ ทูดอร์ ที่มารับเผือกร้อนแทน โธมัส แฟรค์ แต่ก็ต้องแพ้ไปทั้ง 3 เกมที่คุมทีม
3 เกมคือการแพ้ทีมร่วมมหานครลอนดอนด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อโดน อาร์เซนอล คู่ปรับสำคัญถล่มคาถิ่น 1-4, ออกไปแพ้ ฟูแล่ม 1-2 และล่าสุดก็คือพังคาบ้านให้กับ พาเลซ
สเปอร์ส ไม่สามารถคว้าชัยชนะในลีกได้ 11 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 1975 แพ้ไปถึง 7 เกม ขณะเดียวกันก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาแพ้ในพรีเมียร์ลีก 5 นัดติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2004 ซึ่งหนนั้นแพ้ 6 นัดติด
สเปอร์ส ไม่สามารถคว้าชัยชนะในลีกได้ 11 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 1975 ในยุคของเทอร์รี่ นีลล์ ที่หนนั้นเสมอ 7 แพ้ 4 แต่หนนี้เสมอ 4 แต่แพ้ไปถึง 7
สเปอร์ส เสียประตู 2 ประตูขึ้นไปใน 9 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
สเปอร์ส ยังไม่ชนะการแข่งขันพรีเมียร์ลีกเลยในปี 2026 สร้างสถิติไร้ชัยชนะยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 พวกเขามีคะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียง 1 คะแนนเท่านั้น
ปีนี้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมายกับพวกเขา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องโครงสร้างของทีม
ฤดูกาล 2025–26 นับเป็นฤดูกาลที่ 144 ในประวัติศาสตร์ของสโมสรทีม และเป็นฤดูกาลที่ 48 ติดต่อกันในลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ทีมดูเหมือนจะมีทิศทางที่น่าสนใจ เมื่อครองแชมป์ได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2008 หลังจากชัยชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในนัดชิงยูโรป้า ลีก ทำให้ทีมได้สิทธิ์เล่นแชมเปี้ยนส์ลีก และยังได้เข้าร่วมยูฟ่าซูเปอร์คัพเป็นครั้งแรก
ก่อนเริ่มฤดูกาล โธมัส แฟรงค์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่ของสโมสรด้วยสัญญา 3 ปี แทนที่ แองค์ ปอสเตโคกลู ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลก่อนหน้า เพราะทำทีมในบอลลีกได้ย่ำแย่และจบอันดับที่ 17 ซึ่งเป็น”เส้นแดง” ก่อนทีมที่ต้องตกชั้นในอันดับ 18, 19 และ 20
ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อน ทีมปล่อยตัว ซน ฮึง-มิน กัปตันทีม ย้ายไปลอสแอนเจลิส เอฟซี หลังจากอยู่กับสโมสรมา 10 ปี ถือเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง เมื่อทีมเหมือนจะผ่องถ่ายนักบอลเลือดใหม่เข้า ตรงนี้ถ้าจะบอกว่า สเปอร์ส ไม่ซื้อนักเตะคงจะไม่ได้
เฉพาะ โมฮัมเหม็ด คูดุส จากเวสต์ แฮม 55 ล้านปอนด์ กับ ซาวี่ ซิมอนส์ จากไลป์ซิก 51.8 ล้านปอนด์ ก็ทะลุ 100 ล้านปอนด์แล้ว ไหนจะเซ็นสัญญา มาธิตส์ แตล 30 ล้านปอนด์, เควิน ดานโซ่ 21 ล้านปอนด์ เข้ามาเสริมทีม แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นอีกทีมที่ “ซื้อไม่ครบ”
มีตัวที่หลุดมือไปคือ มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ จาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในราคา 60 ล้านปอนด์ ต้องจบไปเพราะมีปัญหาในการเข้าไปพูดคุยแบบผิดวิสัย ทำให้ดีลล่ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกับความล้มเหลว เมื่อถูก อาร์เซนอล แย่งตัว เอเบเรชี เอเซ จากคริสตัล พาเลซ ด้วยค่าตัว 60 ล้านปอนด์เช่นกัน
จากนั้นในวันที่ 4 กันยายน 2025 แดเนียล เลวี ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสร อย่างมีนัยยะสำคัญ หลังจากดำรงตำแหน่งมาเกือบ 25 ปี
ในช่วงเวลานั้น สเปอร์ส ยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นแบบนี้ แต่ทั้งการทำทีมโดยคนใหม่อย่าง แฟรงค์ บวกกับนักบอลที่เล่นเหมือนกับ “ดนตรีคนละวง” และปัญหาอาการบาดเจ็บยาวเป็นหางว่าวนับสิบราย ทำให้ผลงานของทีมเริ่มสาละวันเตี้่ยลง
สเปอร์ส เริ่มต้นไม่ดี เพราะสูญเสียองค์ประกอบสำคัญไปสองคนตลอดทั้งฤดูกาล โดยที่พลังสร้างสรรค์ของ เดยัน คูลูเซฟสกี และเจมส์ แมดดิสัน ยังไม่ได้ลงสนามเพราะเจ็บยาว
คูลูเซฟสกี เข้ารับการผ่าตัดอาการบาดเจ็บที่กระดูกสะบ้า ขณะที่แมดดิสันเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดในเกมปรีซีซั่นกับนิวคาสเซิลในเดือนมิถุนายน
โดมินิก โซลันกี้ กองหน้าตัวกลางที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสเปอร์ส ก็ต้องพักรักษาตัวนานหลายเดือนจากอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า และ ซน ฮึง-มิน ไปร่วมทีมลอสแอนเจลิส เอฟซี หลังจากทำประตูได้ 173 ประตูจาก 454 เกม ทิ้งรอยรั่วเอาไว้บานตะเกียง
พวกเขาชนะนัดสุดท้ายในลีกคือ 28 ธันวาคม 2025 ด้วยการบุกไปชนะ พาเลซ 1-0 โดยชนะในบ้านหนหลังสุดโน่นเลย 6 ธันวาคม 2025 เหนือ เบรนท์ฟอร์ด ทีมเก่าของ แฟรงค์ 1-0
หลังจากแพ้คาบ้านให้กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 2-1 ทำให้ทีมรูดลงไปอยู่อันดับที่ 16 ปรากฎว่าในวันรุ่งขึ้น คือ 11 กุมภาพันธ์ สโมสรประกาศว่าได้ปลด แฟรงค์ ออกจากตำแหน่ง แม้จะประสบความสำเร็จบ้างในยุโรป แต่ สเปอร์ส ก็ตกรอบทั้งสองรายการในประเทศ ทำให้ แฟรงค์ อยู่ได้เพียงแปดเดือนเท่านั้น
ถือว่าทุกอย่างพังไปหมด และเวลานี้ก็หวังว่า อีกอร์ ทูดอร์ จะเข้ามาแก้ไข แต่ยังทำอะไรไม่ได้ นอกจากบ่น, บ่น แล้วก็บ่น!!!!!
เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ไม่แปลกที่จะมีการพูดถึงเรื่องที่ สเปอร์ส มีโอกาสตกชั้น และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมาก ๆ
ตามข้อมูลจากรายงานด้านการเงินและการลงทุนของสโมสรฟุตบอลยุโรปของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) นั้น สเปอร์ส มีรายได้ถึง 690 ล้านปอนด์เมื่อปีที่แล้วำให้พวกเขารั้งอันดับที่ 9 ในยุโรป
เฉพาะรายได้จากการขายตั๋วเข้าชมเกม ทะลุไปถึง 130 ล้านปอนด์ สูงเป็นอันดับ 5 ในทวีปยุโรป ปัจจุบัน สเปอร์ส คิดค่าเข้าชมเฉลี่ยที่นั่งละ 76 ปอนด์ต่อแฟนบอล โดยมีเพียงแค่ 5 สโมสรในยุโรปเท่านั้นที่คิดค่าเข้าชมสูงกว่า
เหตุผลรายได้ที่ดีนี้มาจากนับตั้งแต่สร้างสนามใหม่ด้วยงบประมาณประมาณ 1 พันล้านปอนด์ สเปอร์ส ได้มุ่งเน้นไปที่การขายตั๋วสำหรับแขกพิเศษและแพ็กเกจสำหรับองค์กรต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ในวันแข่งขันให้สูงสุด
สปอนเซอร์ต่างๆ เช่น ผู้ผลิตชุดแข่ง Nike และสปอนเซอร์ด้านหน้าเสื้อ AIA มีมูลค่ารวมประมาณ 70 ล้านปอนด์ต่อปี
ยิ่งไปกว่านั้น รายได้เชิงพาณิชย์ในปีที่แล้วก็ทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของสโมสรถึง 269 ล้านปอนด์
แต่ถ้าต้องตกชั้นขึ้นมา มันจะพังไปหมด และจากการวิเคราะห์ของ BBC Sport และกลุ่มข่าวเชิงพานิชย์ คาดว่ารายได้โดยรวมจากเดิม 690 อาจลดลงไปมากกว่าครึ่ง!!!!
แกะกล่องเรื่องนี้ออกมาก็คือ
1.ราคาตั๋วเข้าชมเกมจะต้องถูกลดราคาลงแน่นอน
2.จำนวนผู้ชมจะต้องน้อยลงอย่างไม่ต้องสงสัย
3.รายได้จากการถ่ายทอดสดไปยังทั่วโลกลดลง
4.เงินจากบอลยุโรปในปีนี้ จะไม่มีในปีหน้า ยกเว้นได้แชมป์ยุโรป แล้วไปป้องกันแชมป์
5.สปอนเซอร์ต่าง ๆ จะมีมูลค่าลดลงอย่างมากจากเงื่อนไขการตกชั้น
หนักหนาที่สุดก็คงไม่พ้นเรื่องของ 6.การเสียมูลค่าของแบรนด์ ซึ่งมันมีตำหนิอย่างเลี่ยงหลีกไม่ได้
เวลานี้ สเปอร์ส มีสนามบอลที่ใหญ่โตเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ชัดเจนก็คือมีความทะเยอทะยานและฐานะทางการเงินขนาดใหญ่ ด้งนั้นการตกชั้นจะไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ในระยะสั้นเท่านั้น
ครั้งสุดท้ายที่ สเปอร์ส ตกชั้นลงไปอยู่ลีกล่างนั้นเกิดขึ้นเมื่อฤดูกาล 1976-77 ซึ่งปีนั้น สเปอร์ส จบเป็นอันดับสุดท้ายด้วยการลงสนาม 42 นัด ชนะ 12 เสมอ 9 แพ้ไปถึง 21 เกม ได้ไป 33 แต้มร่วงไปพร้อมกับ ซันเดอร์แลนด์ และสโต๊ค ซิตี้
นอกจากนี้ ปีที่แล้ว สเปอร์สมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงเป็นอันดับสามในยุโรป โดยจ่ายไป 260 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้น 27 ล้านปอนด์จากปีก่อนหน้า และตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นอีกหากราคาสินค้าจำเป็น เช่น ราคาน้ำมัน ยังคงเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจโลกโดยรวม
จากข้อมูลพบว่า สเปอร์ส ขาดทุน 129 ล้านปอนด์เมื่อปีที่แล้ว และมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากกว่านั้นหากตกชั้น แม้ในบางมุมเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นอาจจะลดลงหากตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ตัวอย่างเช่น มีรายงานอย่างกว้างขวางว่า สัญญาของนักเตะมีข้อกำหนดที่ระบุว่าเงินเดือนจะถูกตัดถึง 50%
หากมีการใส่ข้อกำหนดนั้นลงในสัญญาของนักเตะทุกคนในทีม ค่าจ้างที่สูงเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้วที่ 276 ล้านปอนด์ อาจลดลงเหลือ 138 ล้านปอนด์ เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงและเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ในวันที่ 1 กรกฎาคม แต่นั่นแหล่ะ จะเหลือนักเตะชั้นนำให้ตัดกี่คน
สำคัญคือ ในด้านอื่นๆ ค่าใช้จ่ายจะยังคงเท่าเดิม และอาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ โดยหนึ่งในปัญหาทางการเงินที่สำคัญที่สโมสรต่างๆ ทั่วทวีปยุโรปเผชิญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงค่าสาธารณูปโภค ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย การตลาด และค่าบริหารจัดการ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำวันเหล่านั้นจะไม่ลดลงเพียงแค่การเล่นในลีกที่ต่ำกว่า เพราะอย่าลืมว่า ราคาค่าไฟฟ้าสำหรับสนามแข่งขันในเกมกลางคืนในแชมเปี้ยนชิพ เท่ากับราคาค่าไฟฟ้าของเกมในพรีเมียร์ลีก แต่เงินรายรับต่างกันมหาศาล
นอกจากนี้ สเปอร์ส ยังมีพนักงานประจำ 877 คนจากปีที่แล้ว โดยรายงานจาก BBC ระบุว่า รับพนักงานใหม่ 57 คน ทำให้มีจำนวนพนักงานมากเป็นอันดับ 12 ในยุโรป
หากไม่มีการลดจำนวนพนักงาน สเปอร์สจะต้องจ่ายเงินเดือนในอัตราสูงสุดของยุโรปต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษก็ตาม
เวลานี้ สเปอร์ส ตกต่ำตั้งแต่ระดับบริหารมาจนถึงอันดับในลีก การตัดสินใจปลด แดเนียล เลวี ออกไปนั้น แฟนบอลอาจจะไม่ชอบขี้หน้าเขาสักเท่าไหร่ แต่ที่น่าตกใจก็คือ คนที่มาทำงานแทนนั้น น่าจะมีปัญหาเรื่องไอคิวด้านฟุตบอล
เอาเข้าจริงนโยบายการสรรหานักเตะของสเปอร์สนั้น ดูเหมือนจะไร้ทิศทางอย่างที่สุด และดูเหมือนว่า จะไม่สามารถรักษานักเตะให้ฟิตสำหรับการรองรับระบบ รวมถึงแท็กติก อีกทั้งนักฟุตบอลดูเหมือนจะแตกสลาย พลาดแล้วพลาดอีก ผลัดกันพลาด และบางครั้งแฟนบอลมองว่า เล่นเหมือนอยากพลาดยังไงก็ไม่รู้
นับตั้งแต่การปลด เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019 ตามรายงานจาก BBC ระบุว่า สเปอร์ส ใช้เงินไป 979 ล้านปอนด์ในการซื้อผู้เล่น โดยมีค่าใช้จ่ายสุทธิ 653 ล้านปอนด์ มีเพียงเชลซี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล เท่านั้นที่ใช้จ่ายมากกว่าพวกเขา
จากข้อมูลของ Deloitte Money League ค่าใช้จ่ายของพวกเขาในฤดูกาลที่แล้วอยู่ที่ 248.6 ล้านปอนด์ ซึ่งต่ำกว่าทีมอื่นๆ ในลีกสูงสุดที่เรียกว่า "บิ๊กซิกซ์" มาก เพราะ เลวี สามารถชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จทางการเงินและโครงสร้างนอกสนามได้
น่าเสียดายที่ในสนามกลับทำได้ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้เยอะถึงเยอะมากจริง ๆ
ในบรรดานักวิเคราะห์มากมาย ผมรู้สีกสะดุด และคิดว่า “ใช่ที่สุด” กับคำพูดของ พอล โรบินสัน อดีตนายห้างด่านสุดท้ายของ สเปอร์ส และทีมชาติอังกฤษ ที่ว่า สเปอร์ส เจอกับปัญหาที่สะสมมานานหลายปี คุณอาจวนเวียนอยู่รอบๆ ท่อระบายน้ำนานพอ แต่ในที่สุดคุณก็จะตกลงไปในท่อนั้น!!!!!
"แดเนียล เลวี่ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย บางส่วนก็ไม่ยุติธรรม คุณลองดูผู้จัดการทีมที่เขาแต่งตั้งมาแต่ละคน กับเงินที่ลงไปนั้น ผมว่าความต้องการถ้วยรางวัลมีสูงมาก ๆ”
"เขาจ้างผู้จัดการทีมที่ 'ต้องการชนะในทันที’ และ “กระหายชัยทุกเวลา” อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ และ อันโตนิโอ คอนเต้ แต่น่าเสียดายที่ สเปอร์ส กลับไม่มี ‘ผู้เล่นต้องการชนะในตอนนี้' แก่พวกเขาเลย”!!!!
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี