วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก เกิดขึ้นหลังจากโลกสงบจากสงครามโลก ครั้งที่ 2 แม้จะเริ่มเข้าสู่ยุคของสงครามแห่งการ “ตีฝาก” หรือ “สงครามเย็น” ก็ตามที
นั่นคือ ฟุตบอลโลก ครั้งที่ 5 ปี 1954 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ในระบบขาว-ดำ
จากนั้นฟุตบอลโลก ครั้งที่ 9 ปี 1970 ที่เม็กซิโก เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลก เดินทางไปยังทวีปอเมริกากลาง หรือ คอนคาเคฟ และนี่คือ “รุ่งอรุณแห่งฟุตบอลโลก”
มีการถ่ายทอดสดด้วยระบบ”ทีวีสี”เป็นครั้งแรก
ประเทศไทย ก็เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก เทียมหน้าเทียมตานานาประเทศ นั่นคือคู่ชิงชนะเลิศ ซึ่ง บราซิล ต้อน อิตาลี ที่หมดแรงตั้งแต่เตะเกมแห่งศตวรรษในรอบตัดเชือกกับ เยอรมันตะวันตก(สมัยนั้น)
บอลจบสกอร์ 4-1 คนยุคนั้นและมีโอกาสได้ดูตอนนั้นได้เห็นบอลโลกกับตา ซึ่งเป็นแมทช์แห่งตำนานอย่างแท้จริงที่ “ไข่มุกดำ” เปเล่ เป็นนักเตะที่ครองแชมป์โลกสมัยที่ 3 เป็นคนแรกและคนเดียวของโลกจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่ มาริโอ ซากาโล่ เป็นคนแรก ที่เป็นแชมป์โลกทั้งการเป็นนักเตะและกุนซือ ที่สำคัญก็คือ บราซิล ได้กรรมสิทธิ์ครอบครองถ้วยจูลส์ ริเมต์ แต่เพียงผู้เดียว ในฐานะแชมป์โลก 3 สมัยชาติแรก
ประตูปิดสนามของ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ คือที่สุดแห่งความทรงจำ และถูกนำมาฉายทุกยุคทุกสมัยของเวิลด์คัพ
ครับ.....จากนั้นคนไทยได้ดูฟุตบอลโลกกันมาโดยตลอด จนกระทั่งมีการถ่ายทอดสดครบทุกแมทช์ปี 1990 ที่ประเทศอิตาลี เป็นเจ้าภาพ ก่อนจะเข้าสูุ่ยุค “ชมฟุตบอลโลก โดยไม่มีโฆษณา” ปี 2002 กับการเข้ามาของ บริษัท ทศภาค ต่อด้วยการมาของ RS ในปี 2010
ก็มีการถือกำเนิดของกฎ “Must Have” ในเดือนธันวาคม 2012 โดย คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นผู้ประกาศหลักเกณฑ์นี้ขึ้น และเป็นกฎข้อบังคับให้ บอลโลก เป็น 1 ใน 7 ชนิดกีฬาที่ต้องถ่ายทอดสดให้ชมแบบฟรี
ความน่าสนใจก็คือ เอกชนเองก็แทบจะไม่อยาก หรือไม่กล้าจะลงทุน เพราะมีเคสที่ RS ได้ซื้อลิขสิทธิ์นี้มาตั้งแต่การออกประกาศ ทำให้เกิดการฟ้องร้อง แม้ RS จะได้เงินคืนมากว่า 300 ล้านบาท แต่มันคุ้มซะที่ไหน
ที่นี้ความน่าสนใจก็คือ ในบอลโลกปี 2022 กสทช.ก็ต้องจ่ายออกไปเอง 600 ล้านบาท ผสมกับบริษัทเอกชนที่มาลงขันอีกไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพราะลิขสิทธิ์ทะลุหลักพันล้าน
ส่งผลให้ เมื่อ 2 เมษายน 2024 บอร์ด กสทช.มติเอกฉันท์ 7-0 เสียง ให้ถอดบอลโลกออกจากกฎ Must Have เท่ากับเป็นการ “เปิดทาง” ให้กับเอกชนได้มีโอกาสซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดสด
ไม่ต้องอยู่ในสถานการณ์ “ลิงแก้แห” อีกต่อไป
หากจะว่ากันถึง “ไทม์ไลน์” ระยะใกล้สุดก็คือ เมื่อ 5 พฤษภาคม 2026 ที่่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ต้องทำให้มีครับ
“…..เพราะทุกรัฐบาล เค้าทำให้คนไทยได้ดูบอลโลก แล้วรัฐบาลจะมีข้อยกเว้นได้เหรอ”
11 พฤษภาคม 2026 ผลประชุมหารือร่วมกับสำนักงาน กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่อง การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เวลา 15.30 น.ณ สำนักงาน กสทช. ซอยสายลม พหลโยธิน กรุงเทพ
12 พฤษภาคม 2026 มีการประชุมซื้อลิขสิทธิ์ ‘ถ่ายทอดสดบอลโลก’ โดย กรมประชาสัมพันธ์ เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยให้ กสทช. สนับสนุนงบประมาณ พร้อมกับ ‘เปิดช่อง’ ให้ภาครัฐ-เอกชน ร่วมสนับสนุน
ในทีแรกแว่วว่า กสทช. มีความประสงค์ ว่าจะไม่มีการขายโฆษณา มีเพียงโฆษณาภาพลักษณ์ กสทช./กปส. โดยให้ทาง กปส. เป็นเจ้าภาพ ในการดูแลเซ็นสัญญาต่าง ๆ
กสทช. เน้นย้ำต้องถ่ายเป็น Ku-band เท่านั้น จะถ่ายเป็น C-Band ไม่ได้ เนื่องจากสัญญาณจะหลุดไปต่างประเทศ (Spill Over) สำคัญคือ อาจต้องยกเว้นข้อกฎหมายเรื่อง Must Carry เฉพาะ C Band เนื่องจาก ฟีฟ่า มีกฏที่จะต้องบริหารจัดการไม่ให้สัญญาณหลุดไปต่างประเทศ
หลายท่านคงจำได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กฎ "Must Have" และ "Must Carry" กลายเป็นประเด็นสำคัญในวงการโทรทัศน์ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาระดับโลก และไม่จำเป็นต้องบังคับถ่ายฟรีทีวีตามกฎนี้
เวลานี้ บอลโลก ไม่ใช่ Must Have แต่คือ Have มั๊ย
ทีนี้ในประเทศไทย กฎ Must Carry ถูกนำมาใช้โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเนื้อหาสำคัญได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีต้องออกอากาศช่องทีวีดิจิทัลที่ภาครัฐกำหนด ซึ่งรวมถึงช่องข่าว ช่องความรู้ และรายการกีฬาที่ถือว่าเป็นสาธารณะ
13 พฤษภาคม 2026 หลังคณะรัฐมนตรีมีมติถ่ายทอดสด รัฐบาลได้สั่ง 7 หน่วยงานหลัก ประสานสิบทิศเพื่อเตรียมพร้อมรับการยิงสดให้ทันเวลาและถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์สากล
18 พฤษภาคม 2026 กสทช.ระบุว่า เกินงบ 600 ล้านที่จะให้การสนับสนุน เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ทะลุไปกว่า 1,000 ล้านบาท
19 พฤษภาคม 2026 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า ไร้เอกชนมาร่วมสนับสนุน และเกินกำลังของภาครัฐ อีกทั้งราคาแพงไม่คุ้ม
เวลานี้ไม่รู้ยังไง ใครจะซื้อ แต่ที่แน่ ๆ คนไทยหลายส่วน ‘อยากรับชม’ แบบถูกต้อง
พร้อมจ่ายแบบเปย์ทีวีก็ได้ ไม่ติด และจะได้ไม่มีปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นที่ต้องแก้คือ “ติดนิสัยดูฟรี” ที่มีมานานเกินไป จนหลายชนิดกีฬาไปต่อไม่ได้ อาทิ มวยโลกสถาบันสำคัญ ๆ เป็นต้น
ที่ผ่านมาตลอดตาปีตาชาติ หลายช่องถ่ายกีฬาฟรีแล้วยังโดนด่าด้วย อาทิ กรณีจอดำ ที่เค้ามีวิธีแก้ไขให้ตั้งนานแล้ว แต่มนุษย์ขี้เหม็นถนัดแค่คอมเมนท์เท่านั้น
นั่นเพราะ “ปัญหาเรื่องเทคนิค” ที่ประเทศไทย มีปัญหา “Code รหัสหลุด” ตามรายงานคือถูก อินโดนีเซีย จับรหัสดังกล่าวได้ ทำให้ถูกปล่อยให้จานเถื่อนนำไปใช้ นั่นเพราเทคโนโลยีด้านเทคนิค เราเป็นรอง เนื่องจากไทย ยังใช้ รหัส BISS key อยู่ ดังนั้น C band เครื่องรับ จึงถูกจับรหัสได้
เช่นเดียวกับเรื่องของราคาของประเทศต่าง ๆ ที่มัน “ไม่ตรงกัน” โดยปกติแล้ว ฟีฟ่า จะพิจารณาจากหลากหลายเหตุผล
ข้อบังคับทางกฎหมายของประเทศปลายทาง, ราคาจากการซื้อครั้งที่ผ่านมา, ใครเป็นคนดีลซื้อ, ดีลตรงหรือผ่านเอเยนต์, ภูมิรัฐศาสตร์, สภาพเศรษฐกิจ, การผ่านเข้ารอบ, เป็นคู่ค้าโดยตรงกับฟีฟ่าหรือไม่, ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีพีดี) และกลไกทางการตลาด นี่คือ อาทิ
ราคาแรก หากรัฐบาลซื้อนั่นหมายว่า ฟีฟ่าอาจจะมองว่า ราคาที่ขายให้รัฐเป็นการนำมาจากบรรทัดฐานที่สร้างมาจากครั้งที่แล้ว และเมื่อราคาดิ่งลงนั่นอาจเป็นเรื่องของ กลไกทางการตลาด
ถูกผิดประการใด อย่างน้อยนี่คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ และศึกษาไปด้วยกัน
นับจากวันนี้เหลืออีก 1 สัปดาห์พอดิบพอดี ยังไม่มีการยืนยันว่า “ใครซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกถ่ายทอดสดในเมืองไทย” ถือว่าช้าที่สุดเป็นประวัติการณ์
มีแต่ “ข่าวลือ” ว่าค่ายนั้น, แอพนี้ จะซื้อ แต่ก็ไม่มีการยืนยันออกมา “อย่างเป็นทางการ”
จาก AIS, TRUE มายัน กสทช.จนมาถึงโดยเฉพาะ JAS บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) “อาจจะ” ซื้อลิขสิทธิ์ แบบบอกรับสมาชิก(Pay Per View) หลังจากมี “บทวิเคราะห์” จาก บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS Securities) ว่า ควรใช้บอลโลกในการ “ปิดช่องว่าง” ช่วงที่บอล “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ” ปิดซีซั่น เพื่อรักษาฐานสมาชิกเอาไว้
ซึ่งยังไม่ได้มีการยืนยันว่า JAS ว่า การเจรจาดังกล่านั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่รักษาสมาชิก แล้วปล่อยให้เดินทางไปเสาะหาการรับชมผ่าน “ช่องทางธรรมชาติ” เกรงว่า เส้นทางนี้เป็นการ “ปล่อยเสือเข้าป่า” และอาจจะไม่กลับมาอีกต่อไป แต่อย่าลืมว่า จำนวนเงินที่ซื้อไม่ได้ต่างจากตัวเลขแรกแต่อย่างใด
กอปรกับวันศุกร์นี้ จะมีการเปิดตัวแพคเกจใหม่ อย่างเป็นทางการ ที่นี้ก็จะได้รู้
อุปทานหมู่ หรือได้ดูจริง
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี