542.jpg
คอลัมน์ Dream for ALL:  มากกว่า‘ฟอล์คแลนด์’และ‘แฮนด์ออฟก๊อด’

คอลัมน์ Dream for ALL: มากกว่า‘ฟอล์คแลนด์’และ‘แฮนด์ออฟก๊อด’

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

 

ผมเป็นเด็กยุค 80 เติบโตมากับวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่มี ดีเอโก้ มาราโดน่า ของอาร์เจนติน่า เป็นนักฟุตบอลตัวเอก


 

ว่ากันว่า มาราโดน่า เป็นมนุษยที่แทบจะไม่มีจุดอ่อน เขาสามารถเนรมิตทุกอย่างมาจากความว่างเปล่า

 

ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตาม อังกฤษ พบกับ อาร์เจนติน่า มันจึงเรื่องที่พิเศษอยู่เสมอ 

 

แน่นอนว่าเมื่อมีเรื่องราวของ “สงครามฟอล์คแลนด์” อยู่ในชิพของหลายต่อหลายคน ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ แถมยังมี “สงครามไตรภาค” ที่เกิดขึ้นในยุคของผมที่ได้ดูบอลโลกยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก

 

ฟอล์คแลนด์ หมู่เกาะในอเมริกาใต้ ทางมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ แต่ถือสัญชาติอังกฤษ แม้จะห่างจากเกาะมหาสมบัติสหราชอาณาจักรกว่า 12,000 กิโลเมตร แต่คนส่วนใหญ่ถือพาสปอร์ตอังกฤษ

 

เพราะ อังกฤษ เริ่มอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1765 แต่ถอนกำลังไปตั้งแต่ปี 1811 แต่หลังจาก อาร์เจนติน่า ได้เอกราชจากสเปน พวกเขาก็เข้าบุกฟอล์คแลนด์ ที่ห่างจากพวกเขา 482 กิโลเมตร โดยเรียกมันว่า “หมู่เกาะมัลบีนัส” เมื่อปี 1832 

 

ทำให้ อังกฤษ ต้องส่งทหารมาขับไล่ ก่อนจะเลิกรากันไปโดยไม่เสียเลือดสักหยด 

 

หายไปนานเป็นร้อยปี อาร์เจนติน่า ยุครัฐบาลเผด็จการทหาร หวังจะยึดครองเกาะนี้อีกครั้งเมื่อปี 1982 ทำให้เกิดการปะทะกันนานถึง 10 สัปดาห์ (2 เมษายน – 14 มิถุนายน 1982) ทำให้ทหารอาร์เจนตินาเสียชีวิต 649 นาย และทหารอังกฤษเสียชีวิต 255 นาย ก่อนจะยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของอาร์เจนติน่า

 

แล้วครั้งนั้นมีเหตผลกลใดทำไมจู่ ๆ อาร์เจนติน่า ก็ฮึดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 100 ปีล่ะ!?!?!?

 

ช่วงเวลาดังกล่าว อาร์เจนติน่า ถูกปกครองด้วย “เผด็จการทหาร” ที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่ ฆอร์เก้ วิเดล่า ปี 1976 โดย นายพลเลโอโปลโด กัลเตียรี่ ที่ดำรงตำแหน่งมา 4 เดือน และความนิยมเริ่มตกต่ำ จึงสั่งให้กองกำลังทหารอาร์เจนตินา บุกฟอล์คแลนด์ 

 

ในตอนแรก ได้รับความนิยมในอาร์เจนตินา จากการการประท้วงต่อต้านรัฐบาล หรือม็อปต่อต้านทหาร กลายเป็น “ม็อบรักชาติ” ซึ่ง นายพลกัลเตียรี่ และรัฐบาลส่วนใหญ่ของเขา เข้าใจผิดคิดว่า สหราชอาณาจักร จะไม่ตอบโต้ทางทหาร

 

รัฐบาลอังกฤษ นำโดยนายกรัฐมนตรีหญิง “มาร์กาเร็ต แทตเชอร์” ได้ส่งกองกำลังทางเรือไปยึดเกาะคืน โดยเวลานั้น อาร์เจนตินา ได้รับการสนับสนุนจากอิสราเอล แม้ว่าระบอบการปกครองของ กัลเตียรี่ จะต่อต้านชาวยิวอย่างเปิดเผยก็ตาม

 

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1982 กองกำลังอังกฤษ ได้ยึดเมืองสแตนลีย์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ สำเร็จ และความจริงที่ว่า รัฐบาลที่ปกครองโดยบุคคลในกองทัพไม่สามารถควบคุมการตอบโต้ทางทหารของอังกฤษได้ ก็ได้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนภายในคณะรัฐบาลทหารอาร์เจนติน่า

 

กัลเตียรี่ ถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้และถูกปลดออกจากอำนาจ แม้เขาจะหนีแต่ก็ถูกจับยกแผงในอีก 1 ปีต่อมา และถูกฟ้องร้องในศาลทหารในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างสงครามสกปรกและบริหารจัดการสงครามฟอล์คแลนด์ผิดพลาด การสอบสวนภายในของกองทัพอาร์เจนตินา ซึ่งรู้จักกันในชื่อรายงานรัตเทนบัค ตามชื่อของนายพลที่เป็นผู้นำการสอบสวน

 

ว่ากันว่าเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้ทำให้ประชาธิปไตยของ อาร์เจนติน่า กลับมาเบ่งบานอีกครั้ง หลังจากตกอยู่ในเงามืดของ รัฐบาลทหารมายาวนานกว่าทศวรรษ

 

นี่คือเรื่องดีที่ีเกิดขึ้นจากสงครามฟอล์คแลนด์อันลือเลื่อง...............

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในครั้งนั้นถูกนำมาเชื่อมโยงกับฟุตบอลโลก ในอีก 4 ปีต่อมา อย่างช่วยไม่ได้

 

อาร์เจนติน่า แก้แค้น อังกฤษได้ในสนามฟุตบอล ด้วยประตูแรก “แฮนด์ ออฟ ก็อด” ที่จะว่าโกงก็ได้ ไหวพริบก็ไม่แปลก ต่อด้วยประตูที่สองที่หลบนักบอลอังกฤษครึ่งค่อนทีม จากวีรรกรรสุดแสบและสุดแสนมหัศจรรย์ของ ดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นผู้รังสรรค์ เขี่ยผู้ดีตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย 2-1 ที่อัซเตก้า ประเทศเม็กซิโก

 

12 ปีต่อมา อังกฤษ ต้องเจ็บปวดตกรอบบอลโลก 1998 ด้วยน้ำมือของ อาร์เจนติน่า ในการดวลจุดโทษที่มีความลือลั่นตรงที่ เดวิด เบ๊คแฮม โดนไล่ออก และแทบจะถูกเนรเทศออกจากแผ่นดิน แต่...........

 

แต่อีก 4 ปีต่อมา เวิลด์คัพฉบับเอเชีย ปี 2002 ปรากฎว่า อังกฤษ ทุบ อาร์เจนติน่า 1-0 ส่งฟ้าขาวกลับบ้านตั้งแต่รอบแรก ด้วยจุดโทษของ เดวิด เบ๊คแฮม นั่นเอง!!!!!!

 

24 ปีแห่งรอคอย ทั้งสองทีมจะได้สู้กันอีกครั้ง แล้วมันใช่หรือไม่กับการที่จะพูดว่า ทั้งสองชาตินี้มีปัญหากันอย่างเดียว ไม่เคยญาติดีกันเลยล่ะหรือ!?!?!?!?

 

ที่จะจริงแล้ว คนจากเกาะอังกฤษ(สหราชอาณาจักร) ได้เดินทางไปยัง อาร์เจนติน่า ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม จนทำให้รากฐานสำคัญของอาร์เจนติน่า เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีตลอดกาล...........

 

แต่กว่าจะทำให้ชาวอาร์เจนติน่า ได้มีเรื่องราวดี ๆ ก็มีเรื่องราว ๆ บาดหมางกันก่อน 

 

ปี 1806 กับ 1807 การรุกรานของอังกฤษ ในลุ่มแม่น้ำริโอ เด ลา พลาตา เป็นการพยายามสองครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในการเข้ายึดครองอาณานิคมซึ่งเวลานั้น อาร์เจนติน่า เป็นของสเปน โดยการรบเป็นส่วนหนึ่งของสงครามนโปเลียน ซึ่ง สเปน เวลานั้นเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส

 

หนแรก ปี 1806 อังกฤษ ถูกขับไล่โดยชาวเมืองและกองกำลังท้องถิ่น จนต้องถอนทัพออกมาในเวลาไม่ถึง 2 เดือน จากนั้นหนที่ 2 ในปี 1807 ก็โดนชาวเมืองและทหารอาสาสมัครเล่นงาน จนกองกำลังนับหมื่นนายต้องถอนกำลังกลับ เพราะเสียชีวิตไปเกินครึ่ง แต่การพ่ายแพ้ครั้งนั้นคือการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างสิ้นเชิง

 

อาร์เจนติน่า พอทุบ อังกฤษ ได้จึงรู้ตัวเองว่ามีศักยภาพเพียงพอในการต่อสู้ จนลุกขึ้นปฏิวัติและออกจากร่มเงาของ สเปน ขณะเดียวกันกับที่ อังกฤษ ก็พลิกเกมมาค้าขายแบบเสรีกับ อาร์เจนติน่า ทันที พร้อมกับให้การสนับสนุนแบบลับ ๆ ต่อต้านสเปน ในที่สุด อาร์เจนติน่า ก็ประกาศเอกราช ในปี ค.ศ.1810

 

จากนั้นฟุตบอลถูกนำเข้ามาในอาร์เจนตินาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 โดยผู้อพยพชาวอังกฤษในบัวโนสไอเรส และกระจายไปยังเมืองอื่น ๆ โดยผู้บุกเบิกอย่าง โทมัส ฮ็อกก์ ชาวอังกฤษ เขามีส่วนร่วมในการแข่งขันฟุตบอลนัดแรก และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลบัวโนสไอเรส ซึ่งเป็นสโมสรแรก ๆ ในอเมริกาใต้ ต่อมา อเล็กซานเดอร์ วัตสัน ฮัตตัน คุณครูกีฬาฟุตบอลชาวสก็อตลแลนด์ ได้รับการยกย่องว่า เขาคือ "บิดาแห่งฟุตบอลอาร์เจนตินา" 

 

ฟุตบอลของอาร์เจนติน่า ถูกเผยแพร่โดยคนจากเกาะอังกฤษ แต่เวลานั้นฟุตบอลอาร์เจนติน่า เล่นอยู่ 2 อย่าง คือ ถูกกติกา กับ บอลข้างถนน ซึ่งคนจากอังกฤษ เล่นอย่างแรก ขณะที่คนท้องถิ่นมักจะเล่นกันอย่างหลัง

 

ดังนั้นทุกแมทช์ในการต่อสู้ระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนติน่า จึงเป็นความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ 3 แบบ

 

1.ศิษย์กับครูทางฟุตบอล 2.ผู้ให้โอกาสมากมายในการใช้ชีวิต และ 3.คู่ปะทะคู่กัดทางการเมือง

 

ก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า ชัยชนะของ อาร์เจนติน่า คือการเอาคืนจากการพ่ายแพ้ในสนามรบฟอล์คแลนด์ ซึ่งก็ไม่แปลก 

 

แต่สุดท้าย โฆเซ่ บาปติสต้า หนึ่งในนักบอลคนสำคัญชุดแชมป์โลก 86 ที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับ มาราโดน่า ยืนยันว่า จริง ๆ แล้ว พวกเขาต้องการชัยชนะความสนุกสนาน และพึ่งพอใจแก่คนดู เพื่อเป็นแชมป์โลก

 

ทั้งหมดไม่ใช่แก้แค้น แต่เป็นการชนะบิดาแห่งฟุตบอลของพวกเขา รวมไปถึงมอบความยุติธรรมให้กับใบแดงเมื่อปี 1966 แด่ กัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “อันโตนิโอ รัตติน” ที่ถูกไล่ออกในเกม อาร์เจนติน่า แพ้ อังกฤษ 0-1 ซึ่งเป็นที่มาของ “ใบเหลือง-ใบแดง” ในยุคต่อมา

 

เพราะวันนั้นผู้ตัดสินไล่ รัตติน ออกจากสนาม แต่สื่อสารทางภาษาไม่รู้เรื่อง จนมีการประท้วงกันอยู่นานเกือบ 10 นาที

 

ถ้าว่ากันตามเชิง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญ อังกฤษ ได้ให้ทางรถไฟ, ให้ธนาคาร และฟุตบอล กับ อาร์เจนติน่า

 

ขณะที่ อาร์เจนติน่า ให้ แฮนด์ ออฟ ก็อด และประตูที่ไม่มีวันลืมของ มาราโดน่า ให้กับ อังกฤษ ที่เม็กซิโก ซิตี้ และให้ใบแดงแด่ เดวิด เบ๊คแฮม ที่แซงต์เอเตียง 

 

ก่อนที่ เบ๊คแฮม จะสังหารจุดโทษถองแค้นคืนที่ซัปโปโร

 

สังเกตุได้เลยว่า ทุกเกมที่ทั้ง 2 ทีมนี้เจอกันจะต้องถูกนำมาพูดถึงอยู่เสมอในฟุตบอลโลก แปลกประหลาดมาก ๆ 

 

ความเก่งกาจ, ความรวดเร็ว, เหนือชั้น, ความมีศิลปะ, แทคติค และกลโกง มาพร้อมกันหมด

 

เชื่อว่าจะต้องมีอีกแน่ในครั้งนี้..............

 

บี แหลมสิงห์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top