วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ประจำค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2026 นัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ลงฟาดแข้ง 6 คู่ เหมือนเดิม โดยในช่วงเวลา 06.00น. หรือเช้าวันศุกร์ตามเวลาในประเทศไทย เป็นคิวเตะกลุ่มเอฟ พร้อมกัน2 คู่
เริ่มกันที่ “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น ตัวแทนจากเอเชีย จะลุ้นเข้ารอบพบกับ สวีเดน ที่สนาม เอทีแอนด์ที สเตเดี้ยม ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา อีวาน บาร์ตัน จากเอล ซัลวาดอร์ เป็นผู้ตัดสิน
ญี่ปุ่น ลงเล่นมา 2 เกมยังไม่แพ้ใคร ชนะ 1 เสมอ 1 ล่าสุดถล่ม “อินทรีแห่งคาร์เธจ” ตูนิเซีย 4-0 ถือเป็นชาติจากเอเชียที่ชนะคู่แข่งขาดลอยที่สุดในฟุตบอลโลก และยังเป็นการฉลองแมตช์ที่ 1,000 ของรายการนี้ นับตั้งแต่เริ่มแข่งขันครั้งแรกในปี 1930 เงื่อนไขของพวกเขาต้องการอย่างน้อย 1 คะแนน เพื่อการันตีการเข้ารอบ แต่ถ้าจะเอาแชมป์กลุ่มต้องวัดกับ เนเธอร์แลนด์ ที่มีแต้มเท่ากัน ผลต่างประตูได้เสียก็บวก 4 เท่ากันด้วย
กุนซือ ฮาจิเมะ โมริยาสึ ต้องลุ้นว่า ทาเคฟุสะ คุโบะ แนวรุกคนสำคัญจะพร้อมลงสนามหรือไม่ แต่แนวโน้มยังไม่สมบูรณ์ รายอื่นๆ ถือว่าไม่มีปัญหาอะไร ยึดระบบการเล่น 3-4-2-1 กัปตันทีม โค อิตาคุระ น่าจะได้สตาร์ทตัวจริงคุมแนวรับต่อไป ตรงกลาง ไคซู ซาโนะ และอาโอะ ทานากะ เล่นคู่กันดีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับวิงแบ็กสองฝั่งอย่าง ริตสึ โดอัน และเคอิโตะ นากามูระ พร้อมดัน ไดจิ คามาดะ ไปเล่นตัวรุกร่วมกับ จุนยะ อิโตะ โดยมี อายาเสะ อูเอดะ ที่เพิ่งทำสองประตูเป็นตัวจบสกอร์ล่าตาข่าย
ฝั่ง สวีเดน ออกสตาร์ทอย่างร้อนแรงด้วยการถล่ม ตูนิเซีย 5-1 แต่เกมล่าสุดพ่ายให้กับ “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ แบบยับเยินด้วยสกอร์เดียวกัน ทำให้มีอยู่ 3 คะแนน เสมอไม่เพียงพอต่อการจบเป็นอันดับสอง หรือหากแพ้ก็ยังได้ลุ้นเข้ารอบด้วยการเป็นทีมอันดับสามที่ดีที่สุด กุนซือ แกรห์ม พ็อตเตอร์ มีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าจะยึดแกนหลักชุดเดิมในระบบ 3-1-4-2 แต่ปรับเปลี่ยนทางแท็กติก ยาซีน อายารี่ ที่มีอิสระขึ้นไปเล่นเกมรุกเยอะใน 2 เกมที่ผ่านมา น่าจะต้องถอยลงมาช่วย เยสเปอร์ คาร์ลสตรอม ในการช่วยบล็อกชะลอความเร็วการขึ้นเกมรุกของญี่ปุ่น ปล่อย เบนจามิน นีเกรน สร้างสรรค์เกมรุกอยู่หลังคู่หัวหอกค่าตัวแพงจากพรีเมียร์ลีกอย่าง วิคตอร์ เยอเคเรส และอเล็กซานเดอร์ อิซัค
สถิติการพบกันของทั้งสองทีม 4 ครั้ง เป็นเกมอุ่นเครื่องทั้งหมด สวีเดน ไม่แพ้เลย ชนะ 2 เสมอ 2 ไม่เคยดวลกันในฟุตบอลโลก ญี่ปุ่น ดวลกับชาติจากยุโรปในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมา 14 ครั้ง ชนะ 4 เสมอ 5 แพ้ 5 ซึ่งเป็นการเอาชนะทีมจากแถบสแกนดิเนเวียอย่าง “โคนม” เดนมาร์ก 3-1 ในรอบแบ่งกลุ่มเมื่อปี 2010 ขณะที่ สวีเดน พบกับชาติจากทวีปเอเชียเพียงแค่ 3 ครั้ง ไม่แพ้เลย ชนะ 2 เสมอ 1
11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม
ญี่ปุ่น (3-4-2-1): ไซออน ซูซูกิ, ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ, โค อิตาคุระ, ฮิโรกิ อิโตะ, ริตสึ โดอัน, ไคซู ซาโนะ, อาโอะ ทานากะ, เคอิโตะ นากามูระ, จุนยะ อิโตะ, ไดจิ คามาดะ และอายาเสะ อูเอดะ
สวีเดน (3-1-4-2) : คริสตอฟเฟอร์ นอร์ดเฟลด์ท, กุสตาฟ ลาเกอร์บีลเค่อ, อิซัค เฮียน, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, เยสเปอร์ คาร์ลสตรอม, อเล็กซานเดอร์ เบิร์นฮาร์ดส์สัน, เบนจามิน นีเกรน, ยาซีน อายารี่, กาเบรียล กุดมุนด์สสัน, วิคตอร์ เยอเคเรส และอเล็กซานเดอร์ อิซัค
ฟันธง : เสมอ 1-1
อีกคู่กลุ่มเอฟ ที่สนาม แอร์โรว์เฮด สเตเดี้ยม ในเมืองแคนซัส ซิตี้ รัฐมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ จะดวลกับ “อินทรีแห่งคาร์เธจ” ตูนิเซีย ที่ตกรอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาเตีย อิตเซล การ์เซีย จากเม็กซิโก เป็นผู้ตัดสิน
เนเธอร์แลนด์ คืนฟอร์มด้วยการถล่ม สวีเดน 5-1 กลายเป็นชาติที่ 8 ที่ทำประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเกิน 100 ประตู ต่อจาก บราซิล, เยอรมนี, อาร์เจนติน่า, ฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปน และอังกฤษ พร้อมทำสถิติทำสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันนานที่สุดในฟุตบอลโลก 14 เกม ไม่นับการดวลจุดโทษ โดยสถิติเดิมเป็นของ บราซิล ในยุค เปเล่ ทำไว้ 13 เกม พวกเขามี 4 คะแนน ต้องการชนะเพื่อการันตีแชมป์กลุ่ม ทีมของ โรนัลด์ คูมัน ได้รับขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม มีความเป็นไปได้ว่าจะพักนักเตะที่มีใบเหลืองติดตัวอย่าง คริสเซนซิโอ้ ซัมเมอร์วิลล์, เมมฟิส เดปาย และมิคกี้ ฟาน เดอ เฟน มาในระบบ 4-2-3-1 โอกาสเป็นของ นาธาน อาเก้ เล่นแบ็กซ้าย ตรงกลางยังใช้ ไรอัน กราเฟนแบร์ช จับคู่กับ แฟรงกี้ เดอ ยองก์ เกมรุกทางขวาใช้ ดอนเยลล์ มาเล่น ประสานงานกับ ทิจจานี่ ไรน์เดอร์ส, โคดี้ กัคโป และไบรอัน บร็อบบี้ โดยสองรายหลังเพิ่งทำคนละ 2 ประตูในเกมที่ผ่านมา
ตูนิเซีย ปัญหาเยอะเหลือเกินแพ้มา 2 เกมรวด เปลี่ยนโค้ชกลางงานจาก ซาบรี้ ลามูชี่ มาเป็น แอร์กเว่ เรอนาร์ แต่ก็ไม่ดีขึ้น ล่าสุดโดน ญี่ปุ่น ถล่มมา 4-0 ทำให้ 2 เกมที่ผ่านมา เสียไปถึง 9 ประตู จบบ๊วยของกลุ่ม เกมนี้เล่นเพื่อศักดิ์ศรีนักเตะในสนามทุ่มเทเต็มร้อยอยู่แล้ว ปัญหามาจากการบริหารที่ผิดพลาดของสหพันธ์ฟุตบอล ตามรายงานไม่มีนักเตะบาดเจ็บหรือติดโทษแบนสู้เต็มที่แบบไม่มีอะไรจะเสีย มีแววว่าจะกลับไปเล่นในระบบ 4-3-3 เอลลิส สคิรี่ และรานี่ เคดิร่า ตัดเกมแดนกลาง ปล่อยให้ ฮันนิบาล เมจบรี เป็นตัวสร้างสรรค์เกมรุกประสานงานกับสามแดนบนอย่าง เซบาสเตียน ตูเน็คติ, เอเลียส ซาอัด และเอเลียส อาชูรี่
สถิติการพบกันของทั้งสองทีม 3 ครั้งเป็นเกมอุ่นเครื่อง เนเธอร์แลนด์ ไม่แพ้เลย ชนะ 1 และเสมอ 2
11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนามตูนิเซีย (4-3-3): อายเมน ดาห์เมน, ยาน วาเลรี่, ดีแลน บรอนน์, มงตาสซาร์ ตัลบี้, อาลี อั๊บดี้, ฮันนิบาล เมจบรี, เอลลิส สคิรี่, รานี่ เคดิร่า, เซบาสเตียน ตูเน็คติ, เอเลียส ซาอัด และเอเลียส อาชูรี่
เนเธอร์แลนด์ (4-2-3-1) : บาร์ต แฟร์บรูกเก้น, เดนเซล ดุมฟรีส์, แยน พอล ฟาน เอ็คเค่, เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค, นาธาน อาเก้, แฟรงกี้ เดอ ยองก์, ไรอัน กราเฟนแบร์ช, ดอนเยลล์ มาเล่น, ทิจจานี่ ไรน์เดอร์ส, โคดี้ กัคโป และไบรอัน บร็อบบี้
ฟันธง : เนเธอร์แลนด์ ชนะ 4-0
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี