วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่มขึ้น หลายคนบอกว่านี่คือฟุตบอลโลกของเหล่าซูเปอร์สตาร์ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
คีเลียน เอ็มบัปเป้, ลีโอเนล เมสซี่, เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์, ไมเคิล โอลิเซ่, แฮร์รี่ เคน ,จู๊ด เบลลิงแฮม รวมถึง คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ต่างก็มีช่วงเวลาที่โดดเด่นของตัวเอง
แต่ท้ายที่สุด แชมป์กลับตกเป็นของ สเปน ทีมที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ไม่มีคำว่า ฉัน ในคำว่า ทีม" ภายใต้การนำทัพของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้
ไม่ใช่ว่า "กระทิงดุ" ไม่มีนักเตะระดับโลก เพราะทั้ง โรดรี้ , เปดรี้ และ ลามีน ยามาล ต่างก็เป็นแข้งแถวหน้าของวงการฟุตบอล แต่ เด ลา ฟวนเต้ ไม่ได้สร้างทีมโดยพึ่งพาใครคนใดคนหนึ่ง
เปดรี้ ถึงขั้นหลุดไปนั่งสำรองหลังจบรอบ 16 ทีมสุดท้าย ขณะที่ ยามาล ถูกใช้งานในบทบาทปีกที่มีวินัย เล่นเพื่อทีมมากกว่าการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุกคนรอให้สร้างปาฏิหาริย์เหมือนกับที่ทำกับ บาร์เซโลน่า
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ยามาล เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บก่อนทัวร์นาเมนต์ และ เปดรี้ มี ฟาเบียน รุยซ์ ที่กำลังทำผลงานยอดเยี่ยมเป็นตัวเลือก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกคนในทีมยอมรับการตัดสินใจของ เด ลา ฟวนเต้ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง
"พวกเขาคือตัวอย่างของความเป็นทีม เป็นกลุ่มก้อน เป็นครอบครัว และเป็นการรวมตัวกันของเหล่า นักเตะที่ยอดเยี่ยมซึ่งทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหนือคำบรรยาย ผมแค่รู้สึกภูมิใจมากๆ ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับพวกเขาในเส้นทางนี้ การได้อยู่ตรงนั้นกับพวกเขา ในเส้นทางที่ผ่านมาถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"
"ผมได้คุยกับพวกนักเตะเยอะมาก ซึ่งพวกเขาบอกกับผมว่า 'บอส พวกเราชนะมันทั้งหมดแล้ว' และมันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก นักเตะเจเนอเรชั่นนี้คือแบบอย่างสำหรับวงการกีฬาสเปน สำหรับเยาวชนสเปน เมื่อเรารวมพลังกันเราจะแข็งแกร่งขึ้นมาก"
"และนั่นคือเหตุผลที่เราจะไม่ลืมใครเลยสักคน" เด ลา ฟวนเต้ กล่าวทิ้งท้ายหลังคว้าแชมป์โลก
เด ลา ฟวนเต้ เข้ารับตำแหน่งกุนซือทีมชาติเมื่อปลายปี 2022 แม้เวลานั้นหลายฝ่ายมองว่าเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยง เพราะไม่เคยคุมสโมสรชั้นนำมาก่อน แต่เขากลับพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2023, ยูโร 2024 และฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ภายในเวลาไม่ถึง 4 ปี
กุนซือวัย 65 ปี อาจมีบุคลิกเรียบง่ายเหมือนครูวิทยาศาสตร์ แต่เขากลับได้รับความเคารพจากทุกคนในทีม ด้วยประสบการณ์ทำงานกับทีมเยาวชนของสหพันธ์ฟุตบอลสเปนมายาวนานหลายสิบปี พร้อมถ่ายทอดความนิ่ง สุขุม และความเป็นนักสู้ให้กับลูกทีม
ซึ่งสะท้อนผ่านขุมกำลังที่ส่วนใหญ่เพิ่งผ่านฤดูกาลอันน่าผิดหวังหรือเต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บ
อูไน ซิม่อน นายด่านมือหนึ่งที่เสียเพียงประตูเดียวตลอดฟุตบอลโลก เพิ่งผ่านฤดูกาลที่ยากลำบากกับ แอธเลติก บิลเบา เช่นเดียวกับ อายเมอริก ลาปอร์ต
เปโดร ปอร์โร เกือบตกชั้นกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ส่วน มาร์ก กูกูเรย่า ก็ต้องเผชิญฤดูกาลอันวุ่นวายกับ เชลซี ที่เปลี่ยนกุนซือถึงสามคน
โรดรี้ เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ มีปัญหาอาการบาดเจ็บและฟอร์มตกกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขณะที่ ฟาเบียน รุยซ์ แม้คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แต่ก็ได้ลงตัวจริงในลีกเพียง 13 นัดจากปัญหาอาการบาดเจ็บ
อเล็กซ์ บาเอน่า หลุดเข้าออกตัวจริงกับ แอตเลติโก มาดริด เช่นเดียวกับ ดานี่ โอลโม่ ที่บาร์เซโลน่า ส่วน มิเกล โอยาร์ซาบาล ยิงได้เพียง 9 ประตูจากโอเพ่นเพลย์ให้ เรอัล โซเซียดาด ตลอดฤดูกาล
หากจะมีนักเตะสเปนคนไหนที่ผ่านฤดูกาลสโมสรแบบสมบูรณ์ทั้งฟอร์มและสภาพร่างกาย ก็แทบจะมีเพียง เปา กูบาร์ซี่ เท่านั้น
บางทีสิ่งเหล่านี้เองคือแรงผลักดันสำคัญ นักเตะแต่ละคนมีความกระหาย มีบางอย่างที่ต้องพิสูจน์ และทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับฟุตบอลโลก
ผลลัพธ์คือ สเปนกลายเป็นทีมที่เล่นกันอย่างเป็นระบบ สมบูรณ์แบบ และสะท้อนคำว่า
"ทีมที่แข็งแกร่งกว่าผลรวมของนักเตะแต่ละคน"
หากนำทีมชุดนี้ไปเปรียบเทียบกับแชมป์โลกปี 2010 จะเห็นความแตกต่างชัดเจน เพราะชุดนั้นเต็มไปด้วยตำนานอย่าง อีเกร์ กาซิยาส, เคราร์ด ปิเก้, เซร์คิโอ รามอส, ชาบี เอร์นานเดซ, ชาบี อลอนโซ่, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, อันเดรส อิเนียสต้า และ ดาบิด บีย่า
แต่ทีมปี 2026 ไม่มีนักเตะระดับตำนานมากมายเช่นนั้น สิ่งที่ทำให้พวกเขาเหนือกว่าคู่แข่งคือ ความเป็นหนึ่งเดียว แผนการเล่นที่ชัดเจน และนักเตะทุกคนยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม
เด ลา ฟวนเต้ ยังปรับแท็กติกจากชุดแชมป์ยูโร 2024 อย่างชาญฉลาด จากเดิมที่ใช้ ยามาล และ นิโก้ วิลเลียมส์ เป็นปีกสายสปีด กลายเป็นฟุตบอลที่เน้นการครองบอลและเพรสซิ่งอย่างเป็นระบบ คล้ายกับ บาร์เซโลน่า ยุคแรกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
แนวคิดของเขาเรียบง่าย คือครองบอลให้คู่แข่งวิ่งไล่จนหมดแรง และเมื่อเสียบอลก็แย่งคืนทันทีเพื่อโจมตีจากพื้นที่อันตราย โดย ดานี่ โอลโม่ ถือเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของแนวทางนี้ และหลายคนมองว่าเขาคู่ควรกับรางวัลโกลเด้นบอลไม่แพ้ โรดรี้
ความนิ่งของ เด ลา ฟวนเต้ ยังส่งต่อถึงลูกทีม ทำให้พวกเขาผ่านช่วงเวลายากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเกมเสมอ เคปเวิร์ด (กาบูเวร์ดี้) แบบไร้สกอร์ เกมหนักกับ อุรุกวัย หรือการรับมือแนวรุกระดับโลกของ ฝรั่งเศส รวมถึงนัดชิงชนะเลิศกับ อาร์เจนตินา
แม้ทัพ "ฟ้าขาว" จะเล่นหนักตั้งแต่ต้นเกม และผู้ตัดสินปล่อยให้เกมดำเนินไปอย่างดุเดือด แต่ทัพ "กระทิงดุ" ก็ไม่เสียสมาธิ โดยเฉพาะ โรดรี้ ที่เล่นในตำแหน่งห้องเครื่อง มีบทบาทสำคัญในการคุมจังหวะเกมและการครองบอลของทีม พร้อมกับเล่นได้นิ่งสมกับเป็นกัปตันทีม และแสดงให้เห็นถึงความเยือกเย็นอย่างเหลือเชื่อ รวมไปถึงแนวรับที่แข็งแกร่ง นำโดย เปา กูบาร์ซี่ ในวัยเพียง 19 ปี ช่วยให้ทีมไม่ตื่นตระหนก และจบฟุตบอลโลกด้วยสถิติเสียเพียง 1 ประตูจาก 8 นัด ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ของเกมรับในเวทีระดับโลก
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของสเปนครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ทีมเวิร์ก วินัย ความถ่อมตัว ความเข้าใจแท็กติก และความสงบนิ่ง ที่ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ ปลูกฝังให้กับลูกทีมทุกคน จนพา สเปน ก้าวขึ้นครองบัลลังก์แชมป์โลกในครั้งนี้
อย่างสมศักดิ์ศรี
กาลอป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี