542.jpg
ปรีวิว-ฟันธง!‘ตราไก’เต็มสูบพร้อมถล่มปารากวัย

ปรีวิว-ฟันธง!‘ตราไก’เต็มสูบพร้อมถล่มปารากวัย

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ประจำค่ำคืนวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม เดินทางมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ประเดิมกันในเวลา 00.00 น. ที่สนาม เอ็นอาร์จี สเตเดี้ยม ในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าภาพร่วม “เมเปิ้ล” ทีมชาติแคนาดา จะพบกับ “ราชสีห์แห่งแอตลาส” ทีมชาติโมร็อกโก ทีมอันดับ 4 เมื่อครั้งที่แล้ว

 


แคนาดา ผ่านรอบ 32 ทีม ด้วยการเฉือนเอาชนะ แอฟริกาใต้ 1-0 ได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากสตีเฟ่น ยูสตากิโอ้ ถือว่าเป็นการผ่านเข้ามาไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง พวกเขาตกรอบแรกทั้งหมด ผลงานโดยรวมลงเล่นไป 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1 เกมนี้ทีมของ เจสซี่ มาร์ช ไม่มีนักเตะบาดเจ็บเพิ่มเติม แกนหลักอยู่กันครบ แต่มิดฟิลด์อย่าง นาธาน ซาลิบา ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะมีใบเหลืองติดตัวมา เชื่อว่าน่าจะได้สตาร์ทคุมแดนกลางร่วมกับ สตีเฟ่น ยูสตากิโอ้ ริมเส้นสองฝั่งใช้ แทจอน บูคาแนน และเลียม มิลลาร์ โดยมี โจนาธาน เดวิด ปักหอก ส่วนพาร์ทเนอร์อยู่ที่ว่าจะเลือกใครระหว่าง ไคล์ ลาริน หรือ ทานี่ โอลูวาเซยี่      

 

ทางฝั่ง โมร็อกโก ไล่ตามตีเสมอ เนเธอร์แลนด์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 1-1 จากปราการหลังร่างยักษ์อย่าง อิสซ่า ดิยอป ก่อนจะดวลจุดโทษเอาชนะมาได้ 3-2 ถือเป็นการดวลเป้าเอาชนะคู่แข่งในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นหนที่สองติดต่อกัน ก่อนหน้านี้เคยเอาชนะ “กระทิงดุ” สเปน ในรอบ 16 ทีม เมื่อ 4 ปีก่อน ทัวร์นาเมนต์นี้พวกเขายังไม่แพ้ใคร ชนะ 3 เสมอ 1 เกมนี้มีปัญหาให้กุนซือ โมฮาเหม็ด อูอาห์บี ต้องหนักใจ เมื่อ ชาร์ดี ริอาด เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวจริงได้รับบาดเจ็บจนต้องเปลี่ยนตัวออกจากสนามในเกมที่ผ่านมา ตามรายงานรอทดสอบความฟิต ขณะที่ อิสซ่า ดิยอป มีใบเหลืองติดตัว ที่เหลือไม่มีอะไรต้องกังวล เชื่อว่าจะยึดไลน์อัพเดิม วาง นีล เอล อายนาวี คุมแดนกลางร่วมกับ อายุบ บูอั๊ดดี้ โดยมี อาชราฟ ฮาคิมี่ คอยขึ้นมาเติมเกมรุกสอดประสานงานกับ บราฮิม ดิอาซ ทางฝั่งขวา แดนหน้ามี อัซเซดีน อูนาฮี เล่นกับ บิลาล เอล คานนูสส์ และอิสมาแอล ไซบารี่ ที่เพิ่งเปิดตัวกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค     

 

สถิติการเจอกันของทั้งสองทีม 4 ครั้ง โมร็อกโก ไม่แพ้เลย ชนะ 3 เสมอ 1 ดวลกันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 1 ครั้ง เกิดขึ้นเมื่อปี 2022 ในรอบแบ่งกลุ่ม โมร็อกโก เฉือนคว้าชัย 2-1 จากการทำประตูของ ฮาคิม ซีเย็ค และยุสเซฟ เอ็น-เนซิรี่ ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในทีมชุดนี้ 

 

11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม 

แคนาดา (4-4-2) : มักซิม เครโป, อลิสแตร์ จอห์นสตัน, โมอิส บอมบิโต้, เดเร็ค คอร์เนลิอุส, ริชี่ ลาร์เยีย, แทจอน บูแคนาน, นาธาน ซาลิบา, สตีเฟ่น ยูสตากิโอ้, เลียม มิลลาร์, โจนาธาน เดวิด และทานี่ โอลูวาเซยี่

 โมร็อกโก (4-2-3-1) : ยาสซีน โบโน่, อาชราฟ ฮาคิมี่, อิสซ่า ดิยอป, ชาร์ดี ริอาด, นูสแซร์ มาซราวี, นีล เอล อายนาวี, อายุบ บูอั๊ดดี้, บราฮิม ดิอาซ, อัซเซดีน อูนาฮี, บิลาล เอล คานนูสส์ และอิสมาแอล ไซบารี่            

สกอร์ที่คาด : โมร็อกโก 2-1 

คู่ต่อมาในช่วงเวลา 04.00 น. ที่สนาม ลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิลด์ ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา “ตราไก่” ฝรั่งเศส แชมป์โลก 2 สมัย จะดวลกับ ทีมชาติปารากวัย       

 

ปารากวัย เริ่มต้นผลงานในรอบแบ่งกลุ่มด้วยความพ่ายแพ้ ก่อนจะเร่งเครื่องยกระดับการเล่นดีขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดพลิกล็อกยันเสมอ “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี 1-1 ก่อนจะดวลจุดโทษคว้าชัย 4-3 ผ่านเข้ารอบมาได้ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด 

พวกเขากลายเป็นชาติแรกที่ยัดเยียดความปราชัยในการดวลเป้าให้กับทัพ “อินทรีเหล็ก” ที่ก่อนหน้านี้ 4 ครั้งในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายชนะได้ทั้งหมด เกมนี้ทีมของกุนซือ กุสตาโว่ อัลฟาโร่ ยังคงไม่มี โอมาร์ อัลเดเรเต้ ปราการหลังจากซันเดอร์แลนด์ ที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ เช่นเดียวกับ ฮูลิโอ เอ็นซิโซ่ แนวรุกคนสำคัญที่เดี้ยงจากเกมล่าสุดจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกสนาม ต้องรอทดสอบความฟิต หากลงไม่ได้ เมาริซิโอ พร้อมเสียบ ข่าวดีคือการได้ ดีเอโก้ โกเมซ พ้นโทษแบนกลับมา เชื่อว่าน่าจะได้สตาร์ทตัวจริงทันที ทำให้ ดาเมียน โบบาดิลย่า จะกลับไปนั่งสำรอง โกเมซ จะประสานงานกับ มาติอัส กาลาร์ซา และมิเกล อัลมิรอน โดยมี กาเบรียล อวาลอส เป็นหน้าเป้า       

 

ฟากของ ฝรั่งเศส ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านเข้ารอบด้วยการถล่ม สวีเดน 3-0 ทำให้ 4 เกมในทัวร์นาเมนต์นี้ ชนะรวด ซึ่งทุกนัดทะลวงตาข่ายคู่แข่ง 3 ประตูขึ้นไป คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ซัดไปแล้ว 6 ประตู ในทัวร์นาเมนต์นี้ กลายเป็นประตูที่ 18 จากการลงเล่นฟุตบอลโลก 3 สมัย เกมนี้ตามรายงานไม่มีนักเตะบาดเจ็บเพิ่มเติม ยกเว้น มาร์คุส ตูราม ที่เดี้ยงอยู่แล้ว น่าจะไม่สมบูรณ์ ส่วน มิดฟิลด์จอมเก๋าอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ พร้อมเป็นตัวเลือก คาดว่ากุนซือ ดิดิเยร์ เดสชองส์ จะยึดระบบ 4-2-3-1 ออเรเลียง ชูอาเมนี่ คุมแดนกลางร่วมกับ อาเดรียง ราบิโอต์ แนวรุกริมเส้นใช้ อุสมาน เดมเบเล่ และบรัดเลย์ บาร์โกล่า โดยมี ไมเคิ่ล โอลิเซ่ ที่ทำไปแล้ว 5 แอสซิสต์ ยืนเป็นจอมทัพอยู่ด้านหลังตัวจบสกอร์อย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้    

 

สถิติการเจอกันของทั้งสองทีม 5 ครั้ง ในทุกรายการ ฝรั่งเศส ไม่เคยแพ้ ชนะ 3 เสมอ 2 โดยเป็นการเผชิญหน้ากันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2 ครั้ง เริ่มจากปี 1958 ในรอบแบ่งกลุ่ม ฝรั่งเศส ถล่ม 7-3 จากการทำแฮตทริกของ ฌูสต์ ฟงแต็ง และอีกครั้งในปี 1998 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ฝรั่งเศส เฉือนคว้าชัย 1-0 จากโกลเด้นโกลของ โลร็องต์ บล็องก์ ในนาทีที่ 114   

 

11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม 

ปารากวัย (4-1-4-1) : ออร์แลนโด้ กิลล์, ฮวน กาเซเรส, กุสตาโว่ โกเมซ, โฮเซ่ กานาเล่, จูเนียร์ อลองโซ่, อันเดรส คูบาส, มิเกล อัลมิรอน, ดีเอโก้ โกเมซ, มาติอัส กาลาร์ซา, ฮูลิโอ เอ็นซิโซ่ และกาเบรียล อวาลอส

 ฝรั่งเศส (4-2-3-1) : ไมค์ เมญอง, ฌูลส์ คุนเด้, ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, วิลเลียม ซาลิบา, ลูก้าส์ ดีญ, ออเรเลียง ชูอาเมนี่, อาเดรียง ราบิโอต์, อุสมาน เดมเบเล่, ไมเคิ่ล โอลิเซ่, บรัดเลย์ บาร์โกล่า และคีลิยัน เอ็มบัปเป้            


สกอร์ที่คาด : ฝรั่งเศส ชนะ 3-1 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top