วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
ช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าอากาศในประเทศไทยจะสวิงสวาย สลับร้อน สลับหนาว สลับฝน สลับคลื่นลมแรง จนสับสนกันมากน้อยขนาดไหนแต่ก็คงเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราทุกคนต้องรีบ “ตื่นตัว” เพื่อหาทางป้องกัน แก้ไข และรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคตเท่านั้น
แต่ ณ เวลานี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด และต้องอาศัยความตื่นตัวของคนไทยทุกคน เพื่อให้สามารถผ่านพ้นปัญหาไปให้ได้ คงหนีไม่พ้น “วิกฤติภัยแล้ง” ที่กำลังซึมลึกอยู่ทุกหัวระแหงของประเทศ
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมชลประทาน “สุเทพ น้อยไพโรจน์” ออกมาพูดค่อนข้างชัดเจน ถึงสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะใน 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสัก ซึ่งเหลือปริมาตรน้ำรวมกันแค่เพียง 3,457 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
ต่ำกว่าปีที่แล้วที่มีปริมาตรน้ำรวม 6,300 ล้านลูกบาศก์เมตร
ภัยแล้งปีนี้จึงเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา
แม้กรมชลประทานจะยืนยันเสียงหนักแน่นว่า ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศเพื่อผลักน้ำเค็มที่หนุนเข้ามา โดยจะมีปริมาณน้ำใช้การได้จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนไปแล้วอย่างแน่นอน
แต่โดยข้อเท็จจริง ก็ต้องบอกว่า สถานการณ์ดังกล่าว ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากเกิดกรณี “คาดไม่ถึง” เช่น ฤดูฝนมาล่าช้ากว่ากำหนด และเมื่อมาแล้วก็มีฝนแค่เพียงหยิบมือ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสเช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้นะครับ เพราะใครที่ติดตามข่าวสถานการณ์ภัยแล้งและภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่องจะทราบว่า ก่อนหน้านี้ กรม
อุตุนิยมวิทยาของสหรัฐ ได้ออกมาคาดการณ์ ถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะเกิดฝนล่าช้าไปจนถึงเดือนมิถุนายนในปีนี้อีกหนึ่งปี
ขณะที่ อธิบดีสุเทพ ก็ได้ออกมาย้ำอีกครั้งระหว่างการร่วมสัมมนาเรื่อง “เกษตรศาสตร์นำไทย สู้ภัยแล้ง” ซึ่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ต่ำกว่าเส้นต่ำสุด 3 ปีติดต่อกัน โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน สถานการณ์ย่ำแย่มากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำน้อยที่สุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมา น้ำในอ่างมีแค่ 64 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
รูปการณ์เช่นนี้ จึงบอกได้เพียงคำเดียวว่า นับแต่นี้ไปคงไม่สามารถอาศัยเพียงแค่การวิ่งไล่ตามแก้ปัญหาเป็นจุดๆ เช่น การไล่บี้ไล่กวดขัดให้เกษตรกรงดทำนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชทดแล้งใช้น้ำน้อย ได้อีกต่อไปเพราะภาพของปัญหาเวลานี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคการเกษตรเท่านั้น ภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และชุนชนเมืองอย่างใน กทม. ซึ่งมีการใช้น้ำกันอย่างสิ้นเปลืองด้วยเช่นกันก็ควรต้องมีส่วนช่วยรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
ถ้าภาคส่วนเหล่านี้ไม่ช่วยกันประหยัด ไม่ช่วยกันลงทุนจัดหาน้ำมาเองบ้าง บริหารกันให้ตายก็รับรองว่าน้ำไม่พอใช้กันเหมือนเดิม และนาทีนี้ก็ต้องเริ่มโหมรณรงค์ให้ทุกคนร่วมกันประหยัดน้ำได้แล้ว
เพราะถ้ายิ่งช้า น้ำก็ยิ่งหมดลงมากขึ้นทุกวัน
มะลิลา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี