542.jpg
เล็งถกเปลี่ยนภาพลักษณ์'ยาบ้า' 'บิ๊กต๊อก'ชี้ปราบลูกเดียวไม่ได้ผล

เล็งถกเปลี่ยนภาพลักษณ์'ยาบ้า' 'บิ๊กต๊อก'ชี้ปราบลูกเดียวไม่ได้ผล

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 18.03 น.

15 มิ.ย. 59 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว กทม. โดยกระทรวงยุติธรรม สำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ศาลฎีกา และศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รวมทั้งศาลอุทธรณ์ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดการประชุมว่า ปัจจุบันคดียาเสพติดมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของคดีอาญาที่ศาลยุติธรรมต้องพิจารณาและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งต้องใช้เวลาการทบทวนและระดมความคิดเห็นในการที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎหมายยาเสพติดเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายโลก เพราะที่ผ่านมาการใช้ความรุนแรงในการปราบยาเสพติดมีความล้มเหลวและทำให้เกิดเหตุการณ์ยาเสพติดกระจายขึ้น เนื่องจากปราบปรามยาเสพติดที่รุนแรงมีตัวอย่างที่ต่างประเทศ ก็จะส่งผลย้ายระดับความรุนแรงปัญหายาเสพติดไปยังประเทศใกล้เคียงเพิ่มมากขึ้นแทน ดังนั้น ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันแก้กฎหมายด้วยความเข้าใจและรอบคอบ ซึ่งศาลยุติธรรมก็ถือว่ามีบทบาทอย่างมากในการกำหนดนโยบาย


ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า กระทรวงยุติธรรมต้องพยายามปรับเปลี่ยนโฉมใหม่การดำเนินการเกี่ยวกับยาเสพติด ก่อนหน้านี้หลายประเทศที่เรานำกฎหมายเขามาใช้ เช่น สหรัฐอเมริกาเคยประกาศสงครามยาเสพติด แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยอมจำนน แก้กฎหมาย ขณะที่ไทยไปลอกเรื่องการฟื้นฟูมาใช้เมื่อปี 2545 แต่เราก็ไม่ได้ทำตรงนี้ ตนจึงพูดว่าประเทศไทยควรยุติการใช้การปราบนำ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ปราบ ซึ่งการป้องกันยาเสพติดต้องมี 3 ระบบ คือ ระบบปราบปราม ป้องกัน และบำบัดฟื้นฟู ดังนั้น ระบบฟื้นฟูถือเป็นเรื่องสำคัญกับเรื่องนี้ที่จะทำ และการป้องกันก็สำคัญ แต่ตราบใดที่กฎหมายยังเขียนอย่างนี้จะเดินไปถึงตรงนั้นลำบาก

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า กฎหมายฟื้นฟูกับกฎหมายยาเสพติดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันขัดแย้งกัน ดังนั้น กระทรวงยุติธรรมก็พยายามแก้กฎหมายโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งเราได้แก้หลายปมปัญหาสำคัญ เช่น หากโดนจับกุมในคดีพกพายาเสพติด 1 เม็ด ก็มีโทษจำคุก 25 หรือ 15 ปี ซึ่งสวนทางกับเรื่องผู้เสพติดยาเสพติดคือผู้ป่วย ทั้งที่เรารับรู้ว่าการดื่มสุรา สูบบุหรี่ มีโทษมากกว่าเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ด้วยซ้ำไป แต่เรามองว่าเมทแอมเฟตามีน เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ตรงนี้คือสิ่งที่สังคมโลกกำลังจะมองว่าเราจะอยู่กับสารเสพติดได้อย่างไรให้เกิดความปลอดภัยกับสังคม ซึ่งมีหลายประเทศที่กำลังแก้ไขจุดนี้

"หลายประเทศก็ยกเลิกวิธีแก้ปัญหายาเสพติดด้วยการปราบนาน 10 ปีแล้ว และหลายประเทศก็หมดปัญหาไปแล้ว เขาก็มองผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วย ต้องได้รับการดูแลจากหมอ จึงอยากทำความเข้าใจกับประชาชนทุกคนให้ยอมรับ ขอถามว่าเราพร้อมที่จะเปลี่ยน "เมทแอมเฟตามีน" กลับมาเป็นยาปกติแล้วหรือยัง ผมกล้าที่จะทำ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นความจริง ซึ่งผมกำลังศึกษาอยู่ว่าจะแก้มันอย่างไร ให้มันกลับมาเป็นสารปกติเสียที แต่เราต้องมีหน่วยงานต่างๆ มารองรับการทำงาน" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวจะต้องมีการพูดคุยกันทุกหน่วยงานทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม ป.ป.ส. ตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นแนวโน้มแล้วว่า "เมทแอมเฟตามีน" มีโทษน้อยกว่าบุหรี่และสุรา อีกที่จะทำร้ายสมอง แต่เรากลับมองว่ามันร้ายกว่าเหล้าและบุหรี่อีก เห็นเป็นอาชญากรรม แต่สุราไม่ใช่อาชญากรรม ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้และตนพร้อมที่จะแก้และศึกษาในช่วงเวลาที่ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอยู่

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top