วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
“กระเจี๊ยบเขียว”ไทยเสี่ยงถูกแบน หลังญี่ปุ่นตรวจพบสาร “ไพริดาเบน” ค้างเกินค่ามาตรฐาน พร้อมสั่งปรับระดับการสุ่มตรวจเข้มทันที เผยหากตรวจพบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานอีก จะพิจารณากักกันกระเจี๊ยบเขียวทุกรุ่นที่นำเข้าจากประเทศไทยเพื่อตรวจสอบสารไพริดาเบนก่อนปล่อยสินค้าออก ด้านกรมวิชาการเตรียมเรียกผู้ส่งออกหารือก่อนลุกลามจนถึงขั้นถูกสั่งแบน ย้ำพบปัญหาเพียงบริษัทเดียว เตรียมส่งแผนชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาให้คู่ค้าพิจารณาแล้ว
นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตรวจพบสารไพริดาเบน (Pyridaben) ตกค้างในกระเจี๊ยบเขียวสดส่งออกเกินค่ามาตรฐาน MRL 0.01 ppm จากผู้บริษัทผู้ส่งออกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นปรับระดับการสุ่มตรวจสารดังกล่าวเป็นร้อยละ 30 และหากตรวจพบสารตกตกค้างเกินค่ามาตรฐานอีก จะพิจารณากักกันกระเจี๊ยบเขียวทุกรุ่นที่นำเข้าจากประเทศไทยเพื่อตรวจสอบสารไพริดาเบนก่อนปล่อยสินค้าออก
เบื้องต้น กรมวิชาการเกษตร ได้แจ้งให้บริษัทผู้ส่งออกของไทยที่มีปัญหาดังกล่าวให้ได้รับทราบและเร่งตรวจสอบสาเหตุและแก้ไขปัญหาโดยเร็วแล้ว ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตร ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาดังกล่าวส่งให้ญี่ปุ่นพิจารณาแล้ว นอกจากนี้ ยังได้แจ้งไปยังผู้ส่งออกรายอื่นๆให้ทราบถึงปัญหาดังกล่าว และเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบผลผลิตก่อนส่งออกด้วย
ทั้งนี้ การส่งออกกระเจี๊ยบเขียวไปประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการจัดทำโครงการการจัดการสารเคมีในผัก ผลไม้ เพื่อการส่งออกประเทศญี่ปุ่นตามข้อตกลงระหว่างกรมวิชาการเกษตรและกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น โดยมีข้อกำหนดว่าผลผลิตที่จะส่งออกต้องมาจากแปลงที่อยู่ในระบบ GAP ผ่านการคัดบรรจุในโรงงานที่ได้รับการรับรอง GMP และก่อนส่งออกต้องมีการตรวจผลิตผลเพื่อขอใบรับรองสุขอนามัยจากกรมวิชาการเกษตรแนบไปกับสินค้าที่ส่งออกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ส่งออกเข้าร่วมโครงการจำนวน 12 ราย ในกรณีที่เจอปัญหาญี่ปุ่นจะระงับผู้ส่งออกในโครงการเป็นรายๆไป
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ส่วนในกรณีของไต้หวันตรวจพบสารตกค้างในหน่อไม้ฝรั่งที่นำเข้าจากประเทศไทยนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อพืชควบคุมเฉพาะที่ส่งออกไปไต้หวัน ผลผลิตที่ส่งออกจึงไม่ต้องมาจากแปลงที่ได้รับการรับรอง GAP รวมทั้งไม่ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยแนบไปกับสินค้า แต่อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมาได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้หน่อไม้ฝรั่งที่ส่งออกไปไต้หวันเป็นพืชควบคุมเฉพาะ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ที่ต้องการส่งออกหน่อไม้ฝรั่งไปไต้หวันต้องส่งผลผลิตที่มาจากแปลง GAP และผ่านการคัดบรรจุในโรงงานที่ได้รับการรับรอง GMP พร้อมกับต้องมีการตรวจสอบผลผลิตก่อนส่งออกเพื่อขอใบรับรองสุขอนามัย ซึ่งประกาศดังกล่าวนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14มกราคม 2560 โดยปัจจุบันมีแปลงหน่อไม้ฝรั่งที่อยู่ในระบบ GAP รวมจำนวนทั้งสิ้น 987 แปลง
“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 กรณีนั้น กรมวิชาการเกษตรได้เตรียมจัดประชุมผู้ส่งออกพืชทั้ง 2 ชนิดของไทยเพื่อชี้แจงให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และขอให้ผู้ส่งออกเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบผลผลิตก่อนส่งออก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นอีก เนื่องจากจะส่งผลผลระทบไปถึงผู้ส่งออกรายอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ปฏิบัติถูกต้อง รวมทั้งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี