วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
หากตั้งคำถามว่า “เมื่อนึกถึงประเทศไทย..คุณนึกถึงอะไร?” เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมี “ข้าวไทย” อยู่ด้วยอย่างแน่นอน เพราะข้าวกับคนไทยนั้นมีความผูกพันในเชิงวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ดังที่เราเปรียบ “ชาวนา” เป็นเหมือน “กระดูกสันหลังของชาติ” ปลูกข้าวเลี้ยงพลเมืองไทยหลายสิบล้านคน รวมถึงส่งข้าวออกไปขายมากจนมีชื่อเสียงด้านนี้เป็นลำดับต้นๆ ของโลกมาอย่างยาวนาน
ทว่าไม่นานนี้..มีข้อค้นพบว่า “คนไทยมีแนวโน้มกินข้าวน้อยลง”!!!
ที่งานประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการประมาณการบริโภคข้าว” เมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2558 ณ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์
ถ.รัชดาภิเษก กทม. ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แนวโน้มการบริโภคข้าวของคนไทยค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ
“ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนไทยจะลดการบริโภคข้าวจาก 104 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เหลือต่ำกว่า 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี โดยเฉพาะประชากรในเมืองจะบริโภคข้าวต่ำกว่า 90 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพราะมีวิถีชีวิตแตกต่างจากในชนบท ไม่ได้ทำงานหนัก จึงไม่ต้องการพลังงานจากแป้งมาก” ดร.นิพนธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้การบริโภคข้าวค่อยๆ ลดลง แต่ข้าวยังคงถูกนำไปใช้ในกิจการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมแป้งซึ่งมีแนวโน้มความต้องการข้าวสูงขึ้น ทว่าสิ่งที่ต้องกังวล คือกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนยังมีมาตรการกีดกันทางการค้าค่อนข้างมาก ฉะนั้นหากในอนาคตสามารถเปิดเสรีทางการค้าได้จริงก็อาจจะทำให้ไทยได้เปรียบ เพราะผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดีและอุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างเข้มแข็งอยู่แล้ว
ถึงกระนั้น ในระยะยาววงการข้าวไทยก็ต้องปฏิรูปเช่นกัน โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องคือ 1.เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น โดยการส่งเสริมให้เกิดการวิจัยพันธุ์ข้าวที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ 2.ลดจำนวนแรงงานส่วนเกินในภาคเกษตร เพราะปัจจุบันมีคนไทยอยู่ในภาคเกษตรถึงร้อยละ 40 ควรมีการเพิ่มขนาดฟาร์มเหมือนประเทศแถบยุโรป อเมริกา และใช้เครื่องจักรมากขึ้น 3.เพิ่มมูลค่าของผลผลิต โดยปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมที่ได้รับความนิยมในตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณภาพในการแข่งขันมากขึ้น
แต่การปฏิรูปวงการข้าวไทย ตัวแปรสำคัญคือเกษตรกรเองว่าพร้อมจะรับความรู้หรือไม่และแค่ไหน? ดังที่ นายวิรุทธิ์ กลัดจันดา ตัวแทนเกษตรกรและเหรัญญิกศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี ให้ความเห็นว่า ชาวนาที่อายุยังไม่มาก มีแนวโน้มจะเข้าใจองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ง่าย ขณะเดียวกัน ก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว เพราะทำลายแรงจูงใจในการปลูกข้าวที่มีคุณภาพดีของชาวนา
เนื่องจากจะปลูกข้าวชั้นดีหรือไม่ดี รัฐบาลก็รับจำนำในราคาเท่ากัน!!!
“หากจะสามารถเน้นในเรื่องคุณภาพได้นั้น คงจะต้องตั้งต้นกันที่การติดอาวุธทางปัญญาให้กับชาวนา ลดต้นทุนการผลิตอย่างไรให้ได้กำไร โดยเฉพาะในกลุ่มชาวนาที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีลงมา เนื่องจากจะมีการเปิดรับความรู้ วิธีการใหม่มากกว่าชาวนากลุ่มที่มีอายุมากๆ
ขณะที่การกำหนดราคาก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ หากข้าวที่มีคุณภาพ ข้าวอินทรีย์ขายได้ราคาเท่ากับข้าวคุณภาพต่ำ ก็ไม่เกิดแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตข้าวที่มีคุณภาพ เพราะสุดท้ายแล้วจะปลูกข้าวอายุสั้นหรือยาวก็ได้ราคาเท่ากัน จำนำแล้วก็ไปกองที่เดียวกัน” ตัวแทนเกษตรกรรายนี้ ให้ความเห็น
ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง..ข้าวก็เช่นกัน จากเดิมที่เน้นบริโภคเป็นอาหาร แนวโน้มหลังจากนี้อาจต้องหันมาแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น ดังนั้น ชาวนาเองก็ต้องปรับตัว ทว่ายังมีความท้าทายอย่างหนึ่ง ข้อมูลจากเอกสาร “(ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยด้านการผลิต ฉบับที่ 3 ปี 2558-2562 กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ระบุถึง อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูป นั่นคือชาวนาไทยส่วนใหญ่ “สูงอายุและการศึกษาน้อย”
โดยอายุเฉลี่ยของชาวนาไทยอยู่ที่ 56 ปี ในจำนวนนี้ “1 ใน 3” หรือร้อยละ 33 ของชาวนาไทยมีอายุเกิน 60 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คือร้อยละ 80 มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่จบถึงระดับอุดมศึกษา ทำให้ยากต่อการรับองค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับการปรับตัว ขณะที่การจะนำชาวนากลุ่มนี้ออกจากภาคเกษตรก็ไม่ง่าย เพราะวัยวุฒิและคุณวุฒิแบบนี้จะไปหางานอื่นทำก็คงเป็นไปได้ยาก
อนาคตข้าวไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป? วันนี้ทุกฝ่ายต้อง ร่วมคิดหาทางออกกันอย่างจริงจัง!!!
จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี