546.jpg
รื้อค่าเช่าที่ราชพัสดุใหม่ คลังลุยแก้สัญญาศูนย์สิริกิติ์/เรียกทอท.คุย

รื้อค่าเช่าที่ราชพัสดุใหม่ คลังลุยแก้สัญญาศูนย์สิริกิติ์/เรียกทอท.คุย

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ธนารักษ์” รื้อค่าเช่าที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ นำร่องเรียก ทอท. มาคุย พร้อมแก้สัญญาค่าเช่า “เอ็นซีซี” หวังดันรายได้เพิ่ม 12,100 ล้านบาท ภายในปี’63 ด้านนักวิชาการติงการกำหนดเพดาน “ภาษีบ้าน” ที่ 50 ล้านสูงไป

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ ได้ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ ผ่านการดำเนินงานเชิงรุกเพิ่มเป็น 12,100 ล้านบาท ภายในปี 2563 จากในปีงบประมาณ 2559 กรมคาดว่าจะจัดเก็บรายได้กว่า 5,000 ล้านบาท โดยจะมีการปรับสัญญาค่าเช่าเชิงพาณิชย์ใหม่


ในเบื้องต้นจะเรียก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.หารือ เพื่อปรับสัญญาค่าเช่า หลังจากจะหมดสัญญาสิ้นปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น โดยจะนำราคาที่ดินที่ประเมินใหม่ล่าสุด มาเปรียบเทียบราคา และราคาตลาดใกล้เคียง ทำให้ราคาค่าเช่าเชิงพาณิชย์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เบื้องต้นจะใช้แนวทางการจัดเก็บรายได้บนฐานคำนวณรายได้ของผู้เช่าที่ราชพัสดุอยู่ที่ 5% ของรายได้ทั้งหมด แต่หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ 40 ล้านขึ้นไป อาจจะต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อเปิดให้มีการเจรจาต่อรอง

ทั้งนี้รายได้หลักของกรมธนารักษ์คือการจัดเก็บรายได้ที่ราชพัสดุ หากปรับปรุงสัญญาใหม่ที่สะท้อนกับปัจจุบันมากขึ้น จะช่วยให้การจัดเก็บรายได้ขยายตัวตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งปัจจุบันมีสัญญาของผู้เช่าที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ 7 ราย ที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. มูลค่า 1,559 ล้านบาท ที่จะหมดสัญญาสิ้นปีงบประมาณ 2559,บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลค่า 561 ล้านบาท,บริษัท ไทยออยล์ จำกัด มูลค่า 200 ล้านบาท, บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด มูลค่า 169 ล้านบาท,บริษัท เจ้าพระยาท่าเรือสากล จำกัด มูลค่า 126 ล้านบาท, บริษัท เอ็นซีซี แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด มูลค่า 122 ล้านบาท และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มูลค่า 100 ล้านบาท

นอกจากนี้ จะแก้ไขปัญหาที่ราชพัสดุที่มีปัญหา ทำให้การจัดเก็บรายได้ของกรมเพิ่มขึ้นทั้งการแก้ไขสัญญา ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างอัยการสูงสุด พิจารณาแก้ไขสัญญา หากพิจารณาเสร็จแล้วจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบทันที และการเจรจากับ บริษัทบางกอกเทอร์มินอล จำกัด หรือ บีเคทีเกี่ยวกับค่าชดเชย ค่าก่อสร้างฐานราก และระยะเวลาการบริหารโครงการพื้นที่หมอชิต คาดดำเนินการเสร็จภายในงบประมาณ 2559 นี้

ขณะเดียวกันกรมยังกำลังเสนอ เพื่อขอความเห็นชอบจากระทรวงการคลัง ในการลงนามกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) คาดจะลงนามภายในเดือนมิ.ย.นี้ และเกิดการลงทุนภายใน 2 ปี ซึ่งจะจ้างที่ปรึกษา พร้อมเดินหน้าเข้าโครงการร่วมลงทุนรัฐและเอกชน คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุน 2.5-3 แสนล้านบาท รวมถึงการผลักดันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะสร้างรายได้กว่าปีละ 50 ล้านบาท

นายจักรกฤศฏิ์กล่าวว่า นอกจากโครงการทั้งหมดแล้ว กรมธนารักษ์จะเข้าตรวจสอบสภาพการใช้ หรือการเช่าที่ราชพัสดุของส่วนราชการที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะมีการหารือหน่วยงานทั้งหมด เพื่อแก้ไขการใช้ที่ราชพัสดุให้ถูกต้อง โดยจะมีการแบ่งรายได้จากที่ราชพัสดุดังกล่าว 70% ก่อนส่งคืนให้หน่วยงานที่ดูแล 30% ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การใช้พื้นที่ราชพัสดุ พบว่าไม่ตรงวัตถุประสงค์ 799 แปลง ดำเนินการให้ถูกต้องแล้ว 74 แปลง เกิดรายได้ 2 ล้านบาท ส่วนการเช่าที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ 3,191 ราย ดำเนินการถูกต้องแล้ว 921 ราย เกิดรายได้ 15 ล้านบาท

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวถึง ร่างที่ผ่าน ครม. กำหนดให้เก็บภาษีบ้าน และที่ดินที่ใช้อยู่อาศัย การกำหนดเพดานมูลค่าที่สูงเกินไป คือ บ้านสูงกว่า 50 ล้านบาท ถึงจะเสียภาษี ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า มีรายได้น้อยกว่า อาจเสียภาษีมากกว่า คนที่มีฐานะดีกว่าก็ได้

“เช่น คนหนึ่งมีบ้านหลังแรกอยู่อาศัยราคา 49 ล้านบาท ไม่เสียภาษี อีกคนหนึ่งมีบ้านหลังแรกอยู่อาศัยราคา 3 ล้านบาท มีบ้านหลังที่สองซึ่งอาจเป็นส่วนต่อขยายหรือหลังติดกันราคา 5 ล้านบาท ต้องเสียภาษีจากฐานทรัพย์สินจากฐาน 5 ล้านบาท”

ขณะเดียวกัน ตนขอสนับสนุนการจัดระเบียบการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. ใหม่ เพื่อให้ไปตามวัตถุประสงค์การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเนื่องจากขณะนี้มีที่ดิน ส.ป.ก. มีการถือครองผิดวัตถุประสงค์จำนวนมากกว่าสี่แสนไร่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 25 จังหวัด การจัดระเบียบใหม่ ควรนำมาจัดสรรผ่านชุมชนและให้สหกรณ์การเกษตรเข้ามามีส่วนในการดำเนินการ นอกจากนี้ตนยังขอฝากให้รัฐบาลไปจัดระเบียบการถือครองที่ดินของต่างชาติในรูปนอมินี(ถือแทน)ด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top