546.jpg
ขู่เอาผิด'ค่าโง่'ย้อนหลัง! บอร์ดรถไฟฯตั้งคณะทำงานสางจ่ายชดเชย'โฮปเวลล์'

ขู่เอาผิด'ค่าโง่'ย้อนหลัง! บอร์ดรถไฟฯตั้งคณะทำงานสางจ่ายชดเชย'โฮปเวลล์'

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.40 น.

26 เม.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการประชุมคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับกรณีคดีการจ่ายชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด  จากการบอกเลิกสัญญาโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับรวมเป็นเงิน 11,888.75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แล้วเสร็จภายใน   180 วันนับตั้งแต่คดีสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีติสั่งการให้รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ สำนักกฎหมายการรถไฟ จัดตั้งทีมทำงานขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานอัยการสูงสุด กรมบัญชีกลาง ในการดำเนินการตามคำพิพากษาโดยให้รัฐมีผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งเบื้องต้นตั้งกรอบทำงานในระยะเวลา 180 วัน ในเตรียมข้อมูลเท่าที่การรถไฟฯจะสามารถหาข้อมูลได้เกี่ยวกับคดีดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการดังกล่าวและถือเป็นวาระสำคัญที่จะต้องติดตามในการประชุมคณะกรรมการฯทุกครั้ง


นายกุลิศ กล่าวว่า ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่สำหรับคณะกรรมการ การรถไฟฯ ซึ่งคณะกรรมการฯชุดก่อนถึงชุดปัจจุบันที่รับมาตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.2561 แต่ไม่ได้รับทราบข้อมูลเรื่องนี้เลยจนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษามา เพราะฉนั้นจึงได้ขอให้ทางการรถไฟฯที่ได้มีการเปลี่ยนทีมทำงานไปเยอะแล้ว ทางทีมฝ่ายคดีก็จะมีการชี้แจงรายละเอียดความเป็นมาเพื่อให้ทางคณะกรรมการฯรับทราบว่าคดีดังกล่าวตั้งแต่ปี 2533-2534 ที่เริ่มดำเนินการจนบอกเลิกสัญญาในวันที่ 7 ต.ค. 2540 มีความเป็นมาอย่างไร

"แนวทางการพิจารณาจะมีการตั้งทีมทำงานที่ประกอบด้วยรักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ และคณะกรรมการฯด้านกฎหมายช่วยให้คำปรึกษาทำงานร่วมกับทีมจากทางอัยการสูงสุดและทีมจากกรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณเพื่อที่จะดูแนวทางที่ดีที่สุดในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดโดยที่ให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด" นายกุลิศ กล่าว

นอกเหนือจากการเตรียมหาข้อมูลและตั้งทีมทำงานเพื่อประสานงานเกี่ยวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมถึงจะต้องพิจารณาแนวทางการเจรจากับทางบริษัท โฮปเวลล์ ด้วยตามการกำกับดูแลของทางคณะกรรมการฯ จากนั้นจะมีการกำหนดกรอบเวลาทำงานต่อไป ส่วนเรื่องของตัวเลขนั้นขอรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนก่อนต้องรอการรถไฟฯหาข้อมูลก่อน

อย่างไรก็ตามจะมีการนำเสนอรายงานข้อมูลให้รับทราบกระทรวงคมนาคมในวันที่ 29 เม.ย.นี้ ขณะที่ในส่วนการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการโครงการในขณะนั้นอาจมีการเอาผิดย้อนหลัง แต่จะต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วยเนื่องจากบางคนเข้ามาในช่วงที่โครงการจบแล้ว

"ยืนยันว่า ในการประชุมคณะกรรมการฯครั้งหน้าจะพยายามให้มีความชัดเจนมากที่สุด ส่วนจำนวนหนี้ที่เกิดขึ้นแน่นอนว่ามีผลกระทบต่อแผนฟื้นฟูองค์กรของการรถไฟฯ จึงจะต้องพิจารณาตัวเลขหนี้ให้มีความชัดเจนว่ามีผลกระทบกับแผนฟื้นฟูฯอย่างไร ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะมีการหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมและสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อหาตัวเลขที่มาจากแหล่งต่างๆให้เป็นแหล่งเดียวกัน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในการตั้งคณะทำงานในช่วงเวลา 1 เดือน"นายกุลิศ กล่าว

ด้านนายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่าในสัปดาห์จะมีการตั้งทีมทำงานดังกล่าวหลังจากจากนั้นจะมีการหารือร่วมกับทางกระทรวงคมนาคมและอัยการสูงสุด โดยในวันที่ 29 เม.ย.นี้จะมีการรายงานผลประชุมคณะกรรมการฯเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่าได้มีการดำเนินการอย่างไรไปบ้าง

ส่วนตัวเลขเบื้องต้นจะต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็นตัวเลขเดียวกันเนื่องจากมีข้อมูลมาจากแหล่งต่างกันจึงต้องมีการพิจารณาข้อมูลให้ครบก่อนจึงจะทราบแนวทางในการดำเนินการต่อไปซึ่งยืนยันว่าพิจารณาให้รัฐเสียผลประโยชน์น้อยที่สุด (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :โคตรหนี้2.5หมื่นล.!รฟท.เคาะดอกเบี้ยค่าโง่โฮปเวลล์อ่วม1.3หมื่นล้าน)

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top