วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนไทย โดยระบุว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา “หนี้ครัวเรือน” เป็นประเด็นร้อนเรื่อยมา โดยเฉพาะหลังวิกฤต COVID-19 ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เร่งตัวแตะ 95.5% ในไตรมาสแรกปี 2564 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ กระทบต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มชะลอลง และมาตรการหลักที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมา คือ “การปรับโครงสร้างหนี้” เพื่อยืดเวลาผ่อน ลดค่างวด หรือปรับเงื่อนไขให้ลูกหนี้เดินต่อได้ แต่ข้อมูลเครดิตบูโรสะท้อนภาพที่น่ากังวล แม้ยอดหนี้รวมโตช้าลงและเริ่มหดตัว แต่หนี้เสียและหนี้เริ่มผิดนัดกลับเร่งตัว โดยเดือนตุลาคม 2568 มูลหนี้เสีย (NPL) แตะ 1.29 ล้านล้านบาท (9.5% ของหนี้รวม) เพิ่มขึ้นจาก 1.05 ล้านล้านบาท (7.7%) ณ สิ้นปี 2566 ขณะที่มาตรการปรับโครงสร้างหนี้อาจช่วยไม่ทันกับความรุนแรงของปัญหา สะท้อนจากหนี้ปรับโครงสร้าง (Troubled Debt Restructuring : TDR) เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านบาท (8.05% ของหนี้รวม) จาก 1.04 ล้านล้านบาท (7.6%) สิ้นปี 2566 ที่สำคัญหนี้เสียกว่า 64% เป็นบัญชีลูกหนี้รายย่อย มูลหนี้ไม่ถึง 1 แสนบาทและไม่มีหลักประกัน สะท้อนว่าปัญหาหนี้เรื้อรังไม่ได้อยู่แค่หนี้ก้อนใหญ่ แต่กระจายอยู่ในมูลหนี้เล็กๆของคนจำนวนมาก
ทั้งนี้มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนเดินหน้าต่อเนื่องและขยายความครอบคลุมมากขึ้น โดยมุ่งช่วยลูกหนี้ NPL ที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือให้มากขึ้น เช่น มาตรการ “คุณสู้เราช่วย” ทั้งเฟส 1 และ 2 ที่ครอบคลุมลูกหนี้บุคคล NPL รวมกว่า 3.7 ล้านราย แต่ลูกหนี้ที่มาลงทะเบียนและผ่านคุณสมบัติจริงมีเพียง 25% และได้รับการปรับโครงสร้างหนี้เพียง 17% ของลูกหนี้บุคคล NPL ทั้งหมด อีกมาตรการคือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ผ่อนเกณฑ์ช่วยลูกหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน ผลหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาทต่อบัญชี เพื่อปิดหนี้และเคลียร์ประวัติเครดิตบูโรที่จะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2569 แต่ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนที่สูงขึ้น อาจทำให้ “การกลับมาชำระหนี้สม่ำเสมอหรือปิดบัญชีได้” ยังเป็นโจทย์ท้าทาย
SCB EIC ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้บุคคล NPL โดยใช้ข้อมูลเครดิตบูโรตั้งแต่ไตรมาส 1/2562 ถึง ไตรมาส 2/2568 พบว่า 1.การปรับโครงสร้างหนี้ยังไม่ทั่วถึง มีเพียงราว 23% ของลูกหนี้บุคคล NPL ทั้งหมด ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ โดยกลุ่มเกษตรกรได้รับการปรับโครงสร้างหนี้มากที่สุด 47% ของลูกหนี้บุคคล NPL ที่อยู่ในกลุ่มเกษตรกร ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นกลุ่มที่มีสถาบันการเงินของรัฐเป็นเจ้าหนี้หลัก และสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มมากกว่า เช่น การพักชำระหนี้ตามฤดูกาล หรือการจ่ายหนี้ตามรอบรายได้ของลูกหนี้ รองลงมาคือกลุ่ม Bank (รวม SFIs) 29% และ Non-bank เพียง 14% ของลูกหนี้ NPL ในแต่ละกลุ่ม สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความช่วยเหลือตามประเภทเจ้าหนี้
2.การปรับโครงสร้างหนี้ให้ผลสัมฤทธิ์จำกัดลูกหนี้บุคคล NPL ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้และสามารถกลับมาชำระหนี้ได้สม่ำเสมอ (วันค้างชำระหนี้ หรือ Days Past Due น้อยกว่า 30 วันติดต่อกัน และสามารถชำระหนี้ได้ติดต่อกัน 6 เดือนแรกของปี 2568) หรือปิดบัญชีได้มีเพียง 15% (หรือคิดเป็นเพียง 3% ของลูกหนี้บุคคล NPL ทั้งหมด) ขณะที่อีก 85% แม้จะเคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็กลับไปเป็นหนี้เสียใหม่ สะท้อนว่าปัจจัยแวดล้อมด้านรายได้ ความมั่นคงของงาน และค่าครองชีพยังไม่เอื้อต่อการตั้งหลักใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ Non-bank ที่ได้รับความช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้มีสัดส่วนน้อยและผลสำเร็จต่ำกว่ากลุ่มอื่น
3.ผลสัมฤทธิ์ของการปรับโครงสร้างหนี้แตกต่างกันตามช่วงเวลา ประเภทเจ้าหนี้ และสินเชื่อ 1.การปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2568 ช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม NPL ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้แต่ไม่สำเร็จ และได้โอกาสอีกครั้ง เนื่องจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น คุณสู้เราช่วย ที่ มีการผ่อนปรนมาตรการให้ลูกหนี้ NPL เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้มากขึ้น ช่วยลดค่างวดได้จริง และมีแรงจูงใจให้ตัดเงินต้นเร็วขึ้น รวมไปถึงการขยายความครอบคลุมลูกหนี้ที่ค้างชำระนานเกิน 1 ปี ก็สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการรอบนี้ได้
2.กลุ่ม Non-bank มีประสิทธิผลการปรับโครงสร้างหนี้ต่ำสุด ไม่ถึง 10% ที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ แม้จะมีจำนวนบัญชีมากกว่าครึ่งของจำนวน NPL บุคคลทั้งหมด เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาจจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ไม่สูงหรือรายได้มีความไม่แน่นอนสูงทำให้ความสามารถในการชำระหนี้มีจำกัด และส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและดอกเบี้ยสูง การลดดอกเบี้ย หรือตัดต้นเร็วอาจไม่เพียงพอ 3.กลุ่ม Bank และ SFIs มีประสิทธิผลการปรับโครงสร้างหนี้ดีกว่าในสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อการค้า และสินเชื่อบัตรเครดิต แต่ผลสำเร็จต่ำในสินเชื่อเช่าซื้อ เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อมีค่างวดสูงและจำนวนงวดสั้น ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการยืดงวดหรือลดดอกเบี้ยยังช่วยลดภาระได้ไม่มาก 4.ลูกหนี้ NPL ที่มีหนี้หลายประเภทมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มากกว่าลูกหนี้ NPL ที่มีหนี้ประเภทเดียว ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากลูกหนี้ที่มีหนี้หลายประเภทสามารถเลือกใช้เครื่องมือในการปรับโครงสร้างหนี้ได้หลากหลายได้มากกว่า ทั้งการยืดงวด ลดอัตราดอกเบี้ย การพักชำระหนี้ หรือการรวมหนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการภาระหนี้
ทั้งนี้การแก้หนี้ครัวเรือนให้สำเร็จอย่างยั่งยืน จึงต้องทำมากกว่าการยืดเวลาชำระหรือปรับเงื่อนไขชั่วคราว โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เช่น ภาครัฐต้องปรับ สภาพแวดล้อมให้เอื้อ ผ่านมาตรการการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อเกินความจำเป็น ผลักดันให้ผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดเข้าร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อให้ผู้ให้บริการ/สถาบันทางการเงินมีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับภาระหนี้โดยรวมของผู้กู้มากขึ้น เพื่อป้องกันการสะสมหนี้ครัวเรือนที่มากเกินกว่าความสามารถผู้กู้ ฯลฯ ส่วนผู้ให้กู้ ต้องปล่อย สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ประเมินความสามารถชำระหนี้จริง จำกัดภาระหนี้ต่อรายได้ และลูกหนี้ต้องเปลี่ยน พฤติกรรม วางแผนปิดหนี้อย่างเป็นระบบ ใช้กลยุทธ์ เช่น Debt snowball สร้างแรงจูงใจจากการเห็นจำนวนบัญชีหนี้ลดลง หรือ Debt avalanche ช่วยประหยัดดอกเบี้ยรวมและทำให้หมดหนี้เร็วขึ้น ตั้งเพดานผ่อนหนี้ต่อรายได้ ลดรายจ่ายไม่จำเป็น สร้างเงินออมฉุกเฉิน และเข้ารับคำปรึกษาหนี้ตั้งแต่เริ่มรู้สึกว่าเงินตึงมือ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี