วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569
Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่าการส่งออกไทยในปี 2569 จะหดตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยเต็มปี โดยในเดือนพฤศจิกายน 2568 แรงส่งของการขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้ายังมีแนวโน้มแผ่วลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งสินค้ากลุ่ม Low Local Content ที่ชะลอลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และกลุ่ม High Local Content ที่หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และการส่งออกที่มีแนวโน้มแผ่วลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม High Local Content ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศค่อนข้างสูง จะเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569
ทั้งนี้แนวโน้มในปี 2569 คาดว่าการส่งออกไทยจะกลับมาหดตัวที่ -1.0% จากผลของภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันในตลาดโลกที่เข้มข้นขึ้น โดยมีความเสี่ยงของการส่งออกที่ต้องติดตามในปี 2569 ประกอบด้วย 1.ความเร็วของการระบายสต็อกสินค้าของคู่ค้าสหรัฐฯ จากที่เคยเร่งนำเข้าในช่วงก่อนหน้ายังมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลให้คำสั่งซื้อชะลอตัวลงเร็วหรือมากกว่าคาด 2.การแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ และตลาดอื่นๆที่ทดแทนสหรัฐฯ อาจรุนแรงกว่าคาด โดยต้องติดตามปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่ง การแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเดือนธันวาคม 2568 ทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นมากกว่าคู่แข่ง และทำให้กำไรในรูปเงินบาทลดลง 3.ศาลสหรัฐฯอาจพิจารณาตัดสินให้มาตรการภาษี Reciprocal Tariff ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ภาษีลดลงชั่วคราว ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯจะผลักดันมาตรการทางการค้ากลับมาใช้ผ่านช่องทางกฎหมายอื่นต่อไป
ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า การส่งออกปี 2569 จะมีแนวโน้มหดตัว -1.5% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน) สาเหตุสำคัญจาก 1.เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2569 ที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ที่เริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น 2.ปัจจัยหนุนในปี 2568 ที่จะเริ่มหมดไป เช่น การเร่งผลิตและส่งสินค้าไปสหรัฐฯ (Front-load) การส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย เป็นต้น 3.ปัจจัยฐานสูงในปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 4.การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น เนื่องจากทั่วโลกต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ 5.ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก (ไม่มี Natural-hedge) ทั้งนี้เงินบาทแข็งค่ามากกว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 สูงเกือบที่สุดในภูมิภาค ยกเว้นเมียนมา โดยจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยสอดคล้องกับประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ที่อยู่ในช่วง -3.3% ถึง 1.1% (ตัวเลขระบบศุลกากร)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สำหรับปี 2569 คาดว่าจะเติบโตชะลอลง จากภาวะเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าสำคัญที่ชะลอตัว ผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯเริ่มชัดเจนขึ้น ปัญหาด้านราคาและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งเริ่มมีผลต่อการส่งออกสินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำ เช่น อาหาร สินค้าเกษตร จากราคาสินค้าที่แข่งขันได้ยากจากบาทแข็ง รวมถึงยังมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ และปัญหาสภาพอากาศรุนแรงจะส่งผลต่อสินค้าเกษตร
“ท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่องในปี 2569 รวมกับฐานตัวเลขส่งออกปี 2568 สูง คาดปี 2569 แนวโน้มส่งออกจะอยู่ในกรอบติดลบ 3.1% ถึง 1.1% มูลค่า 3.23 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถึง 3.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐ”นายนันทพงษ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี