วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้มีการติดตามการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) มาตั้งแต่ก่อนที่มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยพบว่าในช่วง 10 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้า CBAM ของไทยไป EU ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 54.71% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 และส่วนแบ่งตลาดของไทยใน EU เพิ่มขึ้นเป็น 0.42% จาก 0.29% ของทั้งปี 2567 ในช่วงดังกล่าว EU นำเข้าสินค้าภายใต้ CBAM เป็นมูลค่า 107,283.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.03% คิดเป็นสัดส่วน 4.55% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมด ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 33 ของ EU ด้วยมูลค่าการนำเข้า 447.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการส่งออกสินค้าภายใต้ CBAM ของไทยในตลาดโลก มีมูลค่ารวม 7,151.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 2.54% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด โดย EU เป็นตลาดส่งออกสินค้า CBAM อันดับ 7 ของไทย ด้วยมูลค่าการส่งออก 363.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 5.09% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าภายใต้ CBAM ทั้งหมดของไทย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 4.05% ของทั้งปี 2567 และคิดเป็นสัดส่วน 0.13% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย
โดยเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม เป็นสินค้าส่งออกสำคัญในสินค้าภายใต้ CBAM ซึ่งการส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าไปยัง EU มีมูลค่า 307.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 84.48% ของการส่งออกสินค้าภายใต้ CBAM จากไทยไป EU ขณะที่การส่งออกอะลูมิเนียม มีมูลค่า 56.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 15.52% ส่วนสินค้าอีก 4 กลุ่ม คือ ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน มีมูลค่าการส่งออกไปยัง EU น้อยมากหรือแทบไม่มีการส่งออกเลย
“ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้าภายใต้ CBAM จากไทยไป EU จะยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ แต่ EU ยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าในกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ซึ่งอยู่ภายใต้ CBAM และยังมีแนวโน้มที่ EU จะขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการนี้ไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำและภาคอุตสาหกรรมอื่น ขณะที่ตลาดอื่นอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ก็มีการใช้มาตรการเข้มข้น ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัวในการแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แม้การปรับตัวดังกล่าวจะก่อให้เกิดต้นทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสอดรับกับทิศทางการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน”นายนันทพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาไทยได้ดำเนินแนวทางการรับมือกับมาตรการ CBAM ในหลายด้าน อาทิ การติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการพิจารณาบังคับใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีสาระสำคัญในการวางกรอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนกลไกภายในประเทศที่เอื้อต่อการเตรียมความพร้อมของไทยในการปรับตัวต่อมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการค้า โดยช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบเชิงลบ และเปิดโอกาสให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับแนวทางการรับมือนั้น ภาคเอกชนควรเร่งดำเนินการในระยะถัดไปเพื่อปรับตัวสู่แนวโน้มการค้าสีเขียวในอนาคต 1.พัฒนาระบบการวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ CBAM 2.วางแผนลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 3.การบริหารต้นทุนคาร์บอน ควรนำแนวคิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวมาใช้ คัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และ 4.ควรพัฒนาระบบบัญชีคาร์บอนเพื่อวัดและติดตามการปล่อยอย่างเป็นระบบ และพิจารณาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ
“มาตรการ CBAM ของ EU เป็นกลไกเชิงนโยบายที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบ European Green Deal โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอน และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้าที่ผลิตภายใน EU ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ EU (EU ETS) กับสินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลักที่มีกระบวนการปล่อยคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน และได้ถูกนำมาบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Definitive Phase) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป”นายนันทพงษ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี