วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
** บมจ.ไทยออยล์....คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบรอบสัปดาห์นี้ (12 – 16 ธ.ค. 68)...โดยระบุว่า..ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงเนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบเวเนซุเอลามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยสหรัฐฯ มีแผนควบคุมการขายน้ำมันจากเวเนซุเอลาในอนาคต โดยจะส่งออกน้ำมันดิบไปยังสหรัฐฯ มากขึ้นและนำรายได้มาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่ามาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบเวเนซุเอลาอาจผ่อนคลายลง ส่งผลให้ให้นักลงทุนมีความหวังที่จะเข้าถึงแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลาได้มากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรที่สนับสนุนสันติภาพยูเครน บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน แม้รัสเซียยังไม่ตอบรับก็ตาม นอกจากนี้อุปทานน้ำมันอาจตึงตัวมากขึ้นจากมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปต่อบริษัทที่นำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียที่ใกล้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 ม.ค. 69…ไทยออยล์...คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 54-64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล…ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 57-67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล…
** สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยถึงสถานการณ์ด้านพลังงานในช่วง 9 เดือนของปี 2568 (เดือนมกราคม – กันยายน 2568) พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2.02 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.9 % ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการใช้เชื้อเพลิงซึ่งได้แก่ ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าลดลง โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลง 5.1 % และการใช้ถ่านหินลดลง 5.0 % ขณะที่การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 0.6 % การใช้ลิกไนต์เพิ่มขึ้น 7.6 % และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 12.1 % …
** ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติให้ปรับเปลี่ยนการคำนวณราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จากราคาซื้อขายแบบรายเที่ยวเรือ หรือราคาคาร์โก้ (Cargo Price) ที่ประกาศราคาอ้างอิงทุก 2 สัปดาห์ มาเป็นการอ้างอิงราคากลาง LPG ตลาดโลก หรือราคา CP (Contract Price) ที่ประกาศเดือนละครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ราคา LPG โลกไม่ได้ผันผวนหนักเหมือนอดีต ดังนั้นการอ้างอิงราคา LPG แบบรายเดือนจะช่วยให้ผู้ประกอบการคำนวณราคาซื้อขาย LPG ได้สะดวกขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ…โดยการปรับเปลี่ยนมีผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องประกาศ “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” เป็นแบบเดือนละครั้ง แทนการคำนวณแบบราคาคาร์โก้ที่จะต้องคำนวณเป็น 2 สัปดาห์ต่อครั้งด้วย…
ทั้งนี้ประกาศฯ ของ สำนักงานกองทุนนำมันเชื่อเพลิง (สกนช.) ดังกล่าว เป็นการเรียกเก็บเงินจากโรงแยกก๊าซ LPG ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ดูแลราคาขายปลีก LPG ให้ประชาชนในช่วงเกิดวิกฤติด้านพลังงาน ซึ่งปัจจุบัน กบง. ได้กำหนดให้ตรึงราคาจำหน่ายปลีก LPG ประชาชนอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึงสิ้นเดือน มี.ค. 2569…สำหรับล่าสุดราคา CP ของ LPG อยู่ที่ประมาณ 522 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ส่งผลให้ สกนช. ประกาศฯ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ในบัญชี LPG) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค.- 2 ก.พ. 2569…โดยปรับลดเงินชดเชยราคา LPG ลงเป็น 0.2208 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่ 1.0963 บาทต่อกิโลกรัม (ทั้งนี้ไม่รวม LPG จากการแยกก๊าซฯ ที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) โดยโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ.สยาม จำกัด)…
อย่างไรก็ตามโรงแยกก๊าซฯ แต่ละแห่งมีต้นทุนราคา LPG ที่ต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการเรียกเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ จึงกำหนดอัตราที่แตกต่างกันตามต้นทุนที่แท้จริงและปริมาณการใช้ LPG ของโรงแยกก๊าซฯ...โดย สกนช. กำหนดให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ผลิตในประเทศเพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง ในอัตรา 4.6389 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 5.5144 บาทต่อกิโลกรัม (ทั้งนี้ไม่รวมถึง LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ. สุโขทัย)…ส่วนบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 3.2387 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 4.1142 บาทต่อกิโลกรัม…สำหรับเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ซื้อหรือได้มาจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด ยังคงเท่าเดิมที่ 5.4049 บาทต่อกิโลกรัม ...ขณะที่ LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ แล้ว ให้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุนฯ 0.2208 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 1.0963 ต่อกิโลกรัม…
** นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ร่วมเสวนาวิชาการกับหน่วยงานภาครัฐ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ ภายใต้หัวข้อ “บทบาทของพลังงานนิวเคลียร์นำไทยสู่การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง” (Nuclear Contribution for Thailand to Move Out of Middle income Trap) ซึ่งจัดขึ้นโดย สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย (สนท.)...ทั้งนี้ GPSC ได้นำเสนอมุมมองและความพร้อมของภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) ที่มีความปลอดภัยสูง ผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพในราคาที่เข้าถึงได้ และไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะเป็นการสร้างความน่าสนใจในการเข้ามาลงทุนในไทยสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เนื่องจากสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ เป็นการสนับสนุนให้เกิด New S-Curve ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำพาไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน…**
** กระบองเพชร**
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี