วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569
** บมจ.ไทยออยล์...รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบรอบสัปดาห์นี้ (3ส.ค. – 7 ส.ค. 69)…โดยระบุว่าราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยกระดับ หลังจากซาอุดีอาระเบียเตรียมจัดตั้งพันธมิตรป้องกันทางทะเลเพื่อคุ้มครองเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ขณะที่อิหร่านยังคงโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และยืนยันจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานและการขนส่งน้ำมัน นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน หลังจากยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ท่าส่งออกน้ำมันดิบของบริษัท Caspian Pipeline Consortium ของคาซัคสถานในทะเลดำต้องระงับการส่งมอบน้ำมันอีกครั้ง ขณะที่ทางด้านกลุ่มเปกพลัสมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องในเดือน ก.ย. ที่ระดับ 180,000 บาร์เรลต่อวัน แต่จะหยุดแผนการเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. 69 จากแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันในระยะถัดไป...** คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติ (เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2569 ) ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มการชดเชยราคาน้ำมันอีกประมาณ 0.48-0.75 บาทต่อลิตร เพื่อพยุงราคาน้ำมันในประเทศ...โดยน้ำมันดีเซล ชดเชยราคาที่ 7.68 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 เชยเชย 12.01 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ชดเชย 2.40 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ชดเชย 6.04 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ชดเชย 4.24 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ลดการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันลงเหลือ 4.73 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลเกรดพรีเมียมยังคงเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เท่าเดิมที่ 1.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายประมาณ 588.03 ล้านบาทต่อวัน…ขณะที่ภาพรวมเงินกองทุนฯ ล่าสุด ณ วันที่ 26 ก.ค. 2569 กองทุนฯ ติดลบรวม -65,755 ล้านบาท นับเป็นการติดลบสูงสุดในปี 2569 โดยมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม 26,366 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม 39,389 ล้านบาท...นอกจากนี้กองทุนฯ ยังเหลือภาระหนี้จากการกู้ยืมระหว่างปี 2565-2566 ที่ต้องชำระคืนสถาบันการเงินรวม 105,333 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 20,970 ล้านบาท โดยคาดว่าจะชำระคืนได้หมดตามกรอบเวลาเดิมในปี 2572 และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการกู้เงินรอบใหม่อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ที่ต้องชำระคืนภายในปี 2574…** บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. …รายงานผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า มีรายได้รวม 176,756 ล้านบาท (เทียบเท่า 5,495 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 563,179 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 14 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากโครงการในอ่าวไทยและโครงการที่ ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมลงทุนในปีก่อนหน้า ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค 408 ในขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์ในช่วง 6 เดือนแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 49.54 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 10 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีกำไรสุทธิ 39,032 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)…นอกจากนนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ในอัตรา 4.50 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 และจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 สิงหาคม 2569…และในรอบครึ่งแรกปี 2569 ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวนกว่า 27,700 ล้านบาท...** คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)... เปิดให้แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอ ของ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่อการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ระหว่างวันที่ 24–31 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th โดยความคิดเห็นที่ได้รับจะนำมาประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนมีมติต่อไป…สาระสำคัญของแนวทางที่เสนอครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก โดยครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ขนาดไม่เกิน 5 แอมแปร์ (ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.1 ของ กฟน. และประเภทที่ 1.1.1 ของ กฟภ.) และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ขนาดเกิน 5 แอมแปร์ (ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.2 ของ กฟน. และประเภทที่ 1.1.2 ของ กฟภ.) เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบนโยบายของ กพช. ที่กำหนดให้อัตราค่าพลังงานไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ให้นำค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสาธารณะออกจากอัตราค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปประเภทบ้านอยู่อาศัย…นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับปรุงนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการอยู่อาศัยของประชาชนในปัจจุบัน อาทิ บ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน (ใช้ไฟฟ้าชั่วคราว) รวมถึงการพิจารณาความเหมาะสมในการขยายสิทธิไปยังผู้พักอาศัยในบ้านเช่า หอพัก และอพาร์ตเมนต์ของกิจการเช่าพักอาศัย เพื่อให้การจำแนกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับลักษณะการใช้ไฟฟ้าจริง และรองรับรูปแบบการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป…ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าปี 2565–2568 ที่สอดคล้องกับนโยบาย กพช. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบิลเดือนพฤษภาคม 2566 ต่อมา กพช. ในการประชุมเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ได้เห็นชอบนโยบายการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2569–2573 และมอบหมายให้ กกพ. ร่วมกับ กฟน. กฟภ. และ กฟผ. จัดทำข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย พร้อมทบทวนนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ก่อนเสนอให้ กกพ. พิจารณาตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด…**
** กระบองเพชร **
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี