วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 1,461.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 76.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 และขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 13 เดือนติดต่อกัน หากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,796.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
โดยส่งผลให้การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (มกราคม-พฤศจิกายน) ไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 12,853.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 49.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 หากรวมทองคำ มีมูลค่า 24,754.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 46.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
ทั้งนี้การส่งออกเฉพาะทองคำ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 335.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 51.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เพราะตลาดทองคำมีความผัวผวนจากราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และทำสถิติราคานิวไฮต่อเนื่อง จากการที่คนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้การเก็งกำไรทองคำในช่วงนี้มีความเสี่ยง การส่งออกจึงชะลอตัวลง
ส่วนยอดรวมส่งออกทองคำ ในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (มกราคม-พฤศจิกายน) มีมูลค่า 11,900.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการที่มีการส่งออกไปเก็งกำไรราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญนั้นพบว่าหลายตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 3.43% เยอรมนี เพิ่มขึ้น 9.13% สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 35.02% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่มขึ้น 90.38% อิตาลี เพิ่มขึ้น 6.94% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 16.09% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 0.11% ส่วนสหรัฐอเมริกา กลับมาติดลบ 0.29% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าไปก่อนหน้านี้ และเบลเยียม ลดลง 20.37%
โดยการส่งออกสินค้า แพลทินัม เพิ่มขึ้น 2,754.13% จากการส่งออกไปอินเดียเมื่อช่วงต้นปีเกือบทั้งหมด เครื่องประดับเงิน เพิ่มขึ้น 35.32% เครื่องประดับทอง เพิ่มขึ้น 12.24% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่มขึ้น 712.28% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่มขึ้น 8.81% เครื่องประดับเทียม เพิ่มขึ้น 10.53% ส่วนพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลง 14.42% เพชรก้อน ลดลง 44.33% เพชรเจียระไน ลดลง 23.13%
อย่างไรก็ตามการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ความตรึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา-จีนผ่อนคลายลง ปัจจุบันหลายประเทศมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตของไทยต่ำกว่าประเทศอื่น และระดับภาษีนำเข้าสหรัฐฯที่เริ่มบังคับใช้วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ไทยถูกจัดเก็บใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค แต่ต่ำกว่าจีนและอินเดีย ทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ ส่วนปัญหาการซัตดาวน์ในสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะยุติลงแล้ว แต่ก็ได้ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตาดูในระยะต่อไป
ทั้งนี้แม้ทิศทางการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจะยังคงขยายตัว แต่ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงจากภาษีสหรัฐฯที่บังคับใช้เต็มรูปแบบมาระยะหนึ่งแล้ว และส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายประเทศชะลอตัวลง ทำให้ความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัวลง ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่า มีส่วนทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลง
“ผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัว ใช้ช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้า และนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือขายสินค้า เพื่อสนับสนุนงานหลังบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การบริหารซัพพลายเชน และการสื่อสารขั้นต้น แต่สุดท้ายการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับยังคงต้องอาศัยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง และผูกพันกับอารมณ์ ความเชื่อมั่น รวมถึงความมั่นใจในแบรนด์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยไม่ควรละเลย”นายสุเมธ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี