กางแผนงาน อคส.'69 เน้นสร้างรายได้เชิงพาณิชย์-ขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่

กางแผนงาน อคส.'69 เน้นสร้างรายได้เชิงพาณิชย์-ขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ดร.ธิรินทร์ ณ ถลาง ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเกี่ยวกับทิศทางการทำงานของอคส.ในปี 69 เมื่อมีการปรับปรุงแผนปฏิบัติการฉบับล่าสุด เพื่อให้สอดรับกับความท้าทายใหม่  โดยมีหัวใจหลักคือการมุ่งเน้นการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์และการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อความมั่นคงทางการเงินและเพิ่มศักยภาพการเป็นกลไกหลักด้านการพาณิชย์ของประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อให้การขับเคลื่อนองค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อคส. ได้มีการปรับ วิสัยทัศน์ (Vision) คือ การเป็น “องค์กรหลักในการขับเคลื่อนนโยบายและภารกิจด้านการพาณิชย์ ภายใต้การบริหารจัดการที่ทันสมัย มีธรรมาภิบาล และรับผิดชอบต่อสังคม” ซึ่งเชื่อมโยงสู่ พันธกิจ (Mission) ที่ได้รับการปรับปรุงเช่นเดียวกัน ได้แก่ การบริหารจัดการคลังสินค้าและทรัพย์สินให้มีมาตรฐานและเกิดประโยชน์สูงสุด การสร้างสมดุลราคาสินค้าเกษตร การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยนวัตกรรม และการสร้างระบบบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการประจำปี 69 ที่มีการปรับปรุงใหม่ อคส. ได้กำหนด ยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน เพื่อเป็นเสาหลักในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การขับเคลื่อนนโยบายและภารกิจด้านการพาณิชย์  ยุทธศาสตร์ที่ 2: การสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจใหม่ , ยุทธศาสตร์ที่ 3: การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์และโลจิสติกส์  , ยุทธศาสตร์ที่ 4: การยกระดับธรรมาภิบาลและพัฒนาบุคลากร  ภายใต้วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์เหล่านี้ อคส. ได้เดินหน้าผลักดันภารกิจให้ปรากฏผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริง ผ่านโครงการสำคัญต่างๆ ตามแผนที่ปรับปรุงใหม่ เช่น  1.โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 68/69 มุ่งบริหารจัดการสินค้าเกษตรเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทย   


2.โครงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรภายในประเทศ (มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) การเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรในระดับมหภาค  

3.โครงการบริหารสินทรัพย์และบริหารจัดการคลังสินค้า เพื่อความยั่งยืน การเพิ่มศักยภาพคลังสินค้าราษฎร์บูรณะ และที่ดินภูมิภาคให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 4.โครงการจำหน่ายข้าวสารให้หน่วยงานภาครัฐ เสริมสร้างความเข้มแข็งในการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นผ่านเครือข่ายรัฐทั่วประเทศ  

5.โครงการยกระดับการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain): พัฒนานวัตกรรมโลจิสติกส์ที่ทันสมัยเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารสู่สากล

6.โครงการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture): การร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนเพื่อขยายฐานธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ  

7.โครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่ตลาดโลก มุ่งเน้นการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ เพื่อสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยที่มีคุณภาพและปลอดภัย และ

8.โครงการสร้างพันธมิตรยุทธศาสตร์ทางการค้า เพื่อความมั่นคงทางอาหาร (Strategic Global Partnership): การยกระดับบทบาท อคส. สู่การเป็นพันธมิตรทางการค้าในระดับสากล เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอาหารและสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในเวทีโลก  

“นอกเหนือจากมิติเชิงธุรกิจ สิ่งที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือการประกาศเจตนารมณ์ด้านธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำมาตรฐานสากล ISO 37001 หรือระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนมาบังคับใช้ เพื่อยืนยันถึงระบบบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริงในทุกกระบวนการ” ดร.ธิรินทร์ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top