วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ผนึกกำลังร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเวทีสัมมนา เรื่อง “ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้?” เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์สำคัญในการปรับสมดุลทางการค้า
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาภายใต้โครงการเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เรื่อง “ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้?” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน
นางศุภจี กล่าวว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความขัดแย้งและภาวะ “ขั้วอำนาจสุดโต่ง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนเชิงรุก โดยเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็น “พันธมิตร” ในห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับบทบาทไทยให้เป็นส่วนสำคัญของระบบการผลิตของประเทศคู่ค้า ผ่านการเข้าใจความต้องการของตลาด การพัฒนามาตรฐาน และการแสวงหาประโยชน์ร่วม เพื่อสร้าง “ความเชื่อมั่น” หรือ Trust Currency ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดของการค้า ทั้งนี้ แม้มาตรการภาษีตอบโต้และอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะเพิ่มความท้าทายมากขึ้น แต่การเจรจา การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีประสิทธิภาพ และการบริหารนโยบายอย่างต่อเนื่อง จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและประเทศ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและก้าวผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง
นอกจากนี้ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการเสวนาร่วมกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ-หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงินตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยในการเสวนาฯ ได้ย้ำว่าการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเรื่องที่กรมการค้าต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการให้ความรู้กับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวทางป้องกันและตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยจริง ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมการค้าต่างประเทศ ได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ไปสหรัฐฯ จำนวน 96,763 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 8,221.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.70% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อาหารสุนัขหรือแมว และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
นางอารดาฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าเนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯการพึ่งพาตลาดส่งออกใดเพียงตลาดเดียวถือเป็นความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ดังนั้น ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดส่งออกเพื่อเพิ่มทางเลือกทางการค้า ผ่านการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ภาคการส่งออกของไทย
ทั้งนี้ ในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีการส่งออกสินค้าโดยใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA มีมูลค่ารวม 11,563 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดปลายทางหลักอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ตามลำดับ แต่ยังมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA พบว่ามีมูลค่าการส่งออกกว่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ สินค้าเครื่องจักร อากาศยาน อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆซึ่งกรมการค้าต่างประเทศและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้าน FTA เพิ่มเติมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2569 นี้ โดยจัดสัมมนาในลักษณะ “ซีรีส์ตามตลาดปลายทาง” ที่เป็นตลาดหลักของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนฯ เช่น จีน อาเซียน และญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนธุรกิจและการขยายตลาดส่งออกได้อย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
- 030
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี