วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
** ในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐฯได้เริ่มทยอยประกาศใช้นโยบายภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาษีนำเข้า 10% จากสินค้าทุกประเทศ (Universal tariffs) และภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ซึ่งรวมไปถึงการออกประกาศมาตรการภาษีเฉพาะสินค้า (Specific tariffs) ภายใต้มาตรา 232 ที่มีสินค้าบางรายการที่ไทยถูกเรียกเก็บไปแล้ว เช่น สินค้ากลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนฯ, สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟฟ้ากำลังที่มีส่วนประกอบของเหล็ก นอกจากนี้ยังมีสินค้าบางรายการที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพื่อเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในปีนี้ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญบางชนิด เครื่องบินพาณิชย์ เป็นต้น และยังคงมีสินค้าไฮเทคบางรายการ เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, อุปกรณ์สื่อสาร และแผงวงจรไฟฟ้า ที่ยังถูกยกเว้นภาษีเป็น 0% ชั่วคราว เพื่อรอการพิจารณาเก็บภาษีเฉพาะสินค้าเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า
ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 (Section 232) จากทุกประเทศ ซึ่งรวมถึงไทย และมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026 การปรับขึ้นภาษีชิปครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯมุ่งเป้าไปที่การเก็บภาษีนำเข้าฮาร์ดแวร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของเทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้น และลดการพึ่งพาการนำเข้าชิป โดยเฉพาะชิปขั้นสูงจากต่างประเทศ ในระยะแรกของการปรับขึ้นภาษีตามประกาศดังกล่าว จะส่งผลให้สินค้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ในหมวด HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 ซึ่งจะถูกจัดเก็บภาษีเฉพาะในกลุ่มชิปขั้นสูงที่เข้าเกณฑ์ ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงเท่านั้น คือ 1) ค่า TPP ระหว่าง 14,000-17,500 และ DRAM Bandwidth ระหว่าง 4,500-5,000 GB/s 2) ค่า TPP ระหว่าง 20,800-21,100 และ DRAM Bandwidth ระหว่าง 5,800-6,200 GB/s เท่านั้น เช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่างๆ อย่างไรก็ดีการเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้น ยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณีสำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น กลุ่มที่มีการนำไปใช้ใน U.S. Data Centers, R&D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น
แม้ผู้ออกแบบชิปขั้นสูง หรือชิป AI ยังคงถูกผูกขาดด้วยผู้เล่นรายใหญ่สัญชาติสหรัฐฯ อย่าง Nvidia แต่การผลิตชิปขั้นสูงของโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในไต้หวันมากกว่า 90% ของการผลิตชิปขั้นสูงทั้งหมด ทำให้สหรัฐฯต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุด ด้วยเหตุนี้เอง สหรัฐฯจึงได้ต้องเร่งเดินหน้าปรับขึ้นภาษีชิป และวางแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมชิปในประเทศ ตามกฎหมาย CHIPS Act
โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกสูงขึ้นในระยะข้างหน้า และอาจส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลกจากความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการรักษาการเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้วยการดึงผู้ผลิตชิปขั้นสูงกลับสู่สหรัฐฯ มากขึ้น
นอกจากนี้การปรับขึ้นภาษีชิป อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน 1.ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก 1) มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ใน HS CODE 8541 ซึ่งอยู่ในหมวด Chip devices ที่เป็นชิปสำหรับใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0% โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกชิปไปตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 67% ของการส่งออกสินค้าชิปทั้งหมดของไทย 2) การส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในหมวด Consumer electronics ที่เป็นสินค้าขั้นปลาย แม้จะตรงตามพิกัดศุลกากรในหมวด HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 ที่สหรัฐฯกำหนด แต่การจัดเก็บภาษียังคงอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกชิปขั้นสูงเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในหมวดที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษี อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนฯ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปไปประเทศคู่ค้าสำคัญ อื่นๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น
2.ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปอาจจะกระทบต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ในช่วงปี 2023-2024 มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&E มากถึง 569,715 ล้านบาท และต่อเนื่องมายัง 9 เดือนแรกของปี 2025 ที่ 181,670 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด
อย่างไรก็ตามแผนการดึงฐานการผลิตชิปกลับสหรัฐฯ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าชิปที่สูงขึ้นในครั้งนี้ อาจเป็นแรงกดดันสำคัญให้เกิดความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลกและการย้ายฐานไปยังสหรัฐฯมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนที่รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานอาจเป็นการส่งสัญญาณให้ไทยเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ยิ่งไปกว่านั้นเอง จากการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้นและอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยที่อาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น
การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯในครั้งนี้ อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการเริ่มเก็บภาษีเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯอาจขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีนำเข้าไปยังเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องในวงกว้างขึ้นในระยะข้างหน้า โดย SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันและมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานผลิตชิปโลก
ในระยะสั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น
สำหรับในระยะยาว แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัด แต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้นภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต
เมื่อสงครามชิปยังคงดำเนินต่ออย่างไม่มีวันจบ และนานวันยิ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีมากขึ้น การเร่งปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่จะประคับประคองให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะข้างหน้า
** SCB EIC **
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี