533.jpg
รายงานพิเศษ :  สงครามตะวันออกกลาง...สะเทือนถึง 'จานข้าวโลก'

รายงานพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง...สะเทือนถึง 'จานข้าวโลก'

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.05 น.

** สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยในวงกว้างตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน  เริ่มต้นตั้งแต่ผลกระทบต่อต้นทุนและปัจจัยการผลิตของเกษตรกรต้นน้ำ ทั้งการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และประมง ที่พุ่งสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็น Domino effect ให้ต้นทุนในการจัดหาวัตถุดิบของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ผู้เล่นต่างๆที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตอาหาร ยังต้องเผชิญกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางอีกด้วย ยังไม่รวมถึงต้นทุนบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่แพงขึ้นตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน


ขณะที่ในด้านอุปสงค์ การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลให้อำนาจซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภคในตลาดลดลง กดดันการบริโภคและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและภาคบริการ ยิ่งไปกว่านั้นภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงยังส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อจากประเทศคู่ค้าและมีผลให้ปริมาณการค้าโลกโดยรวมชะลอลงตามไปด้วย

ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ และเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรีย (Urea) รายใหญ่ของโลก โดยมีสัดส่วนการส่งออกมากถึงกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกปุ๋ยยูเรียทั้งหมดในตลาดโลก  โดยมีโอมาน ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์ เป็นผู้ส่งออกหลัก ดังนั้นเมื่ออุปทานปุ๋ยจากตะวันออกกลางหยุดชะงักลงจากภาวะสงคราม จึงส่งผลกระทบต่อปริมาณการค้าปุ๋ยในตลาดโลก ดัชนีราคาปุ๋ยยูเรียโลกที่พุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 70% เมื่อเทียบกับระดับราคาในช่วงก่อนเกิดสงคราม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกว่า 95% ของปุ๋ยเคมีที่ใช้ในไทยมาจากการนำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยยูเรีย ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางกว่า 70% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นในปัจจุบันจะไม่กระทบต่อผลผลิตในฤดูกาลนี้เพราะมีการใส่ปุ๋ยไปแล้ว แต่ยังต้องติดตามผลกระทบที่จะมีต่อต้นทุนการเพาะปลูกและความเพียงพอของปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศ เพราะหากราคาปุ๋ยยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจทำให้เกษตรกรลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) ในฤดูกาลถัดไปลดลงได้ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์และคุณภาพของผลผลิตอีกด้วย

นอกจากนี้ราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อต้นทุนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปศุสัตว์อีกด้วย ทั้งจากต้นทุนการเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นตามราคาปัจจัยการผลิตหลักอย่างปุ๋ย รวมทั้งต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ถั่วเหลือง ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมดของความต้องการใช้ในประเทศ โดยมีแหล่งนำเข้าหลักคือบราซิล

ทั้งนี้วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อไทยใน 3 มิติหลัก 1.ต้นทุนการขนส่งจากบราซิลเพิ่มสูงขึ้น จากค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม 2.ระยะเวลาการขนส่งสินค้านานขึ้น จากการเลี่ยงเส้นทางขนส่งผ่านคลองสุเอซและทะเลแดงไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป และ 3.ต้นทุนภายในประเทศบราซิลเองพุ่งสูงขึ้น ทั้งในส่วนของต้นทุนการปลูกถั่วเหลืองในฤดูกาลถัดไปของบราซิลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนปุ๋ย  และต้นทุนการขนส่งจากฟาร์มไปยังท่าเรือที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะส่งผลให้ราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และกระทบต้นทุนอาหารสัตว์ในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยระบุว่า ต้นทุนหลักของภาคประมงคือ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีสัดส่วนมากถึงราว 70% ของต้นทุนการออกเรือทั้งหมด ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร (ราคา ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569) ไปแตะระดับสูงสุดที่ราว 50 บาทต่อลิตร ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบอาชีพประมงบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้าน จำเป็นต้องหยุดออกเรือ เนื่องจากแบกรับภาระต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ไหว ขณะที่บางส่วนพยายามประคับประคองตัว ด้วยการลดระยะทางการเดินเรือ หรือออกหาปลาในบริเวณใกล้ ๆ และทำให้ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ลดลง ปัญหาที่เกิดขึ้นนอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของชาวประมงแล้ว ยังทำให้ปริมาณสัตว์น้ำที่ป้อนเข้าสู่ตลาดลดลง และราคาอาหารทะเลมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจต่อเนื่องของอุตสาหกรรมประมง เช่น แพปลา ตลาดสด ห้องเย็น อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมปศุสัตว์ (กระทบผ่านราคาปลาป่นซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากการออกเรือประมง) ที่อาจประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจต่อกันไปเป็นทอดๆ

ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง หรือเกิดวิกฤตด้านพลังงาน สินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มที่จะถูกดึงไปใช้ประโยชน์ในฐานะพืชพลังงาน (Biofuel) มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ข้าวโพด หรือ มันสำปะหลัง ที่อาจถูกนำไปผลิตเป็นเอทานอลหรือไบโอดีเซลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมพลังงาน ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบที่จะถูกป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์มีแนวโน้มลดลง และมีส่วนผลักดันให้ราคาพืชอาหารสัตว์เหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากมิติด้านต้นทุนแล้ว ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีส่วนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security) อยู่ในภาวะเปราะบางมากขึ้นอีกด้วย ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ตัวอย่างเช่น อิหร่าน ที่ได้ประกาศระงับการส่งออก “สินค้าเกษตรและอาหารทุกชนิด” อย่างไม่มีกำหนดเพื่อสำรองทรัพยากรไว้ใช้ภายในประเทศช่วงภาวะสงคราม คูเวต ระงับการส่งออก “สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทอาหาร” ชั่วคราว เพื่อดูแลระดับราคาสินค้าในประเทศและป้องกันปัญหาขาดแคลนสินค้า ปากีสถาน ระงับการส่งออกข้าวสาลีเพื่อควบคุมระดับสต็อกภายในประเทศ หรือรัสเซีย จำกัดปริมาณการไหลออกของสินค้าด้วยการเก็บอัตราภาษีส่งออกในระดับสูงสำหรับข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด และข้าวสาลี เป็นต้น

แม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันการบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มบางประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์ที่มีราคาสูง หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่สินค้าอาหารบางประเภทกลับมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากสงครามครั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าอาหารบางประเภทเพิ่มสูงขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน เช่น อาหารกระป๋องโดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง ซึ่งไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูงในตลาดโลกและตลาดตะวันออกกลางพึ่งพาการนำเข้าจากไทยมากเป็นอันดับ 1, ผักและผลไม้กระป๋อง, อาหารฮาลาลแปรรูป รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารพร้อมทาน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, อาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat), อาหารแห้ง หรือบิสกิตที่ให้พลังงานและโปรตีนสูง รวมทั้งเนื้อสัตว์ในกลุ่มโปรตีนพื้นฐานที่ราคาไม่แพง เช่น เนื้อไก่ ซึ่งหลายประเทศรวมทั้งประเทศในกลุ่มภูมิภาคตะวันออกกลางเองมีความต้องการที่สูงขึ้นและกำลังเร่งนำเข้าเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉิน

ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ เพื่อให้ได้รับอานิสงส์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง ทั้งในเรื่องการวางแผนและบริหารเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซหรือทะเลแดง โดยอาจพิจารณาเส้นทาง Land Bridge หรือขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือที่อยู่นอกเขตความขัดแย้ง เช่น ท่าเรือจาเบล อาลี (Jebel Ali) ในดูไบแทน (หากยังสามารถเข้าได้) รวมไปถึงจองพื้นที่และสายเรือล่วงหน้า และทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ร่วมกับการทำประกันภัยสงคราม (War Risk Insurance) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าและรายได้จากการส่งออกจะไม่สูญหายหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นอกจากการบริหารเส้นทางขนส่งและโลจิสติกส์แล้ว ผู้ประกอบการส่งออกยังอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงโดยอาจเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยมากขึ้นหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ตลาดส่งออกภายในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเองที่แม้จะมีความเสี่ยงจากสงครามน้อยแต่ก็อาจมีความต้องการกักตุนสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงอาจหาช่องทางในการส่งออกอาหารทดแทนประเทศในตะวันออกกลางบางประเทศที่ระงับการส่งออกอาหารในช่วงเวลานี้ร่วมด้วย รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (Packaging innovation) เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกที่เสี่ยงขาดแคลนและหันไปใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น เช่น แก้ว กระดาษ หรือแม้แต่การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ที่ผลิตภายในประเทศทดแทน ซึ่งนอกจากจะลดการพึ่งพาน้ำมันดิบแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ได้ดีขึ้นและลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

แม้ว่าวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยทั้งระบบอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์ครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับไทยในการรุกตลาดส่งออกในฐานะครัวของโลกและผู้ผลิตอาหารที่มีความมั่นคงและปลอดภัย พร้อม ๆ ไปกับการยกระดับผลิตภัณฑ์มาตรฐานฮาลาลเข้าสู่ตลาดโลก ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าจากต่างประเทศเช่น ปุ๋ย รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่ยั่งยืน และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้วยังสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

** SCB EIC**

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top