วาเลนไทน์ปี’69 คึกคัก เงินสะพัด 2.9 พันล. สูงสุดรอบ 6 ปี

วาเลนไทน์ปี’69 คึกคัก เงินสะพัด 2.9 พันล. สูงสุดรอบ 6 ปี

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจ “พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน ในวันวาเลนไทน์ 69” จากกลุ่มตัวอย่างในช่วงวันที่ 26-31 มกราคม 2569 พบว่าในช่วงวาเลนไทน์ปี 2569 คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัด 2,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% จากปีก่อน โดยถือว่าสูงสุดในรอบ 6 ปี (ตั้งแต่ปี 2564) สำหรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 2,401 บาท ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจปี 2550) ทั้งนี้มองว่ามาจากการที่คนกล้าใช้เงินมากขึ้น และสินค้าราคาแพงขึ้น

ส่วนกิจกรรมที่คู่รักจะใช้เวลาร่วมกันในช่วงวาเลนไทน์ปี 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 47.8% ตอบว่าไปทานข้าวนอกบ้าน รองลงมา 41.9% ตอบว่าซื้อของขวัญ ตามมาด้วย ไปเดินห้าง 32.7% อยู่บ้านเฉยๆ 24.7% และซื้อดอกไม้ 23.5%


โดยเมื่อสอบถามถึงบรรยากาศในวันวาเลนไทน์ปี 2569 เทียบปี 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 51.7% มองว่าเหมือนเดิม รองลงมา 33.1% มองว่าคึกคักมากกว่า (ให้เหตุผล 5 อันดับแรกว่า เป็นเพราะโปรโมชันร้านค้า, ความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น หลังการเลือกตั้ง, ตรงกับวันหยุด, นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นเทศกาลที่ต้องใช้เงิน) และอีก 15.2% บอกว่าคึกคักน้อยกว่า (ให้เหตุผล 5 อันดับแรกว่า เป็นเพราะราคาสินค้าแพง, เศรษฐกิจแย่, ค่าครองชีพสูง, หนี้มากขึ้น และไม่มีโปรโมชัน)

“ในกลุ่มที่ตอบว่าคึกคัก มองว่าการหาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งช่วงเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้การหมุนเวียนของเงินสะพัดขึ้น และปี 2569 วาเลนไทน์ยังเป็นวันหยุด ส่วนกลุ่มที่ตอบว่าไม่คึกคัก มองว่าเศรษฐกิจแย่ลง เพราะบรรยากาศเศรษฐกิจไทยไม่โดดเด่น ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% แต่เริ่มเห็นบรรยากาศที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยสัปดาห์ละ 1 แสนคน กับบรรยากาศช่วงตรุษจีน เป็นสิ่งที่ต้องประเมินภาพเศรษฐกิจอีกครั้ง”นายธนวรรธน์ กล่าว

ส่วนกรณีสื่อต่างประเทศรายงานว่า เศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโตต่ำเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี จากประเทศที่เคยถูกยกให้เป็น “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” กลับถูกเปรียบเป็น “คนป่วยโคม่า” ท่ามกลางปัญหาโครงสร้าง ทั้งสังคมผู้สูงอายุ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งใกล้ 90% ต่อ GDP และความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้น การใช้คำดังกล่าวจำเป็นต้องแยกแยะในเชิงความหมาย เพราะแม้จะเป็นภาษาข่าวที่สะท้อนความกังวล แต่ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ติดตามบริบทเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

ส่วนประเด็นที่ทำให้ไทยถูกมองว่าป่วยคือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติที่เคยตั้งไว้ว่าไทยควรเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี เพื่อก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยยังไม่เคยขยายตัวเกิน 3% แม้ตัวเลข GDP จะฟื้นกลับสู่ระดับก่อนช่วงโควิด-19 แล้วก็ตาม

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ 1.โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังแรงงานในระบบหดตัว กระทบต่อศักยภาพการผลิตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและตลาดภายในประเทศที่เติบโตช้าลง เมื่อจำนวนประชากรลดลง ความต้องการบริโภคภายในประเทศย่อมชะลอตัว ภาคธุรกิจจึงไม่สามารถใช้ตลาดในประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักได้เหมือนในอดีต และต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้น

3.โครงสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัลของไทยยังอ่อนแอ ไทยมีแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในสัดส่วนต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะมาเลเซียและเวียดนาม ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัลและ AI ได้อย่างเต็มที่ และ 4.โครงสร้างการผลิตของไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมเป็นหลัก สินค้าส่งออกจำนวนมากยังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูง ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคเร่งปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก

อย่างไรก็ตามตนมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นโคม่าและยังมีโอกาสฟื้นตัว หากรัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยควรเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าในระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ขณะเดียวกันไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อาหารแห่งอนาคต และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า และทรัพยากรน้ำ หากเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย 12 S-Curve อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top