วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569
ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในปี 2569 (SET CEO Survey: Economic Outlook 2026) เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกิจ รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจในปี 2569 รวบรวมข้อมูลในช่วงวันที่ 23 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ 2569 มีบริษัทจดทะเบียนร่วมแสดงความคิดเห็น 234 บริษัท (SET 180 บริษัท และ mai 54 บริษัท) จาก 8 อุตสาหกรรม 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็น 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด
ทั้งนี้ผลการสำรวจพบว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะยังเติบโตในระดับจำกัด โดย 73% ของผู้บริหาร คาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงประมาณ 1.1-2% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารโลก (World Bank) ที่ประเมินการเติบโตใกล้เคียงกัน
โดยผู้บริหารมองว่าแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว รองลงมาคือ นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและการลงทุน
นอกจากนี้ผู้บริหารบางส่วนยังเห็นว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลและการลดปัญหาคอร์รัปชัน จะเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เมื่อจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าธุรกิจเทคโนโลยีให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นหลัก เนื่องจากต้องการความชัดเจนด้านนโยบาย ขณะที่กลุ่มเกษตรและอาหารให้ความสำคัญกับการส่งออกมากกว่า เนื่องจากมีโครงสร้างธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศสูง
ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวก แต่ภาคธุรกิจยังประเมินว่ามีความเสี่ยงหลายด้าน โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ 2.กำลังซื้อภายในประเทศ และ3.ระดับหนี้สินภาคครัวเรือน ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 มีความเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
ในบางอุตสาหกรรมยังมีความกังวลเฉพาะด้าน เช่น กลุ่มเกษตรและอาหารให้ความสำคัญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการกู้ยืมและการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภค
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อ ผู้บริหารประมาณครึ่งหนึ่งคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 จะอยู่ในช่วง 1-3% ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของ ธปท. ขณะที่บางส่วนประเมินว่าเงินเฟ้ออาจต่ำกว่า 1% ในช่วงต้นปี ก่อนจะทยอยปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจเติบโตในระดับจำกัด แต่ภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มรายได้ โดย มากกว่า 80% ของผู้บริหารคาดว่ารายได้ของบริษัทจะยังเติบโตในปี 2569 และกว่า 2 ใน 3 ประเมินการเติบโตอยู่ในช่วง 0-10% สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของภาคธุรกิจ
โดยเมื่อจำแนกตามอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มบริการมีสัดส่วนการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในระดับสูงมากที่สุด สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการเงินและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คาดการเติบโตในระดับปานกลาง ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์มีมุมมองที่กระจายตัวมากกว่า เนื่องจากความไม่แน่นอนของอุปสงค์ในประเทศ
ทั้งนี้ผลสำรวจยังพบว่า ประมาณ 75% ของผู้บริหารมองว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน โดยยังให้ความสำคัญกับไทยเป็นฐานหลักในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งมองหาโอกาสขยายการลงทุนไปยังประเทศในอาเซียน ซึ่งประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ เวียดนาม โดยถูกมองว่าเป็นทั้งฐานการผลิตและตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง รองลงมาคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ในขณะที่บางบริษัทให้ความสนใจตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย รวมถึงยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริการมีแนวโน้มกระจายการลงทุนไปยังหลายประเทศมากที่สุด สะท้อนความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจ ขณะที่บางอุตสาหกรรมยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อการลงทุน เนื่องจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน
สำหรับการรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจ บริษัทจดทะเบียนมีแนวทางปรับตัวใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านเทคโนโลยีและพลังงานทดแทน 2.เดินหน้าลงทุนโดยยังใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลัก 3.ปรับกลยุทธ์ด้านสินค้า ราคา และช่องทางการจำหน่าย และ4.ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
ในขณะเดียวกันภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่เร่งทำธุรกรรมควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในระยะสั้น แต่จะมุ่งเน้นการเติบโตผ่านธุรกิจหลักและการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมทั้งบริหารความเสี่ยงและโครงสร้างทางการเงินอย่างเหมาะสม มากกว่าการเน้นผลตอบแทนระยะสั้นแก่ผู้ถือหุ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี