วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569
‘กรมพัฒนาธุรกิจการค้า’แจงรายละเอียดห่วงโซ่อุปทาน‘มะพร้าวน้ำหอมไทย’ ส่งผลราคาผันผวนหนัก เปิดแนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น-กลาง กระตุ้นราคาอยู่เหนือจุดคุ้มทุน เร่งรักษาตลาดส่งออกเดิม เพิ่มตลาดใหม่ ฟื้นฟูตลาดเก่า ลดการผูกขาด
6 มีนาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภารณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างมะพร้าวน้ำหอมไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้ทราบถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมของไทยมีความผันผวนอย่างหนัก โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย
1.ด้านห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมไทย
ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไทยมี 2 ขนาด คือ ขนาดมาตรฐานส่งออก (หน้าสวนลูกละ 4-5 บาท ควั่นแล้วน้ำหนักกว่า 1 กก.) และขนาดที่มีผลลีบเล็กไม่สามารถส่งออกได้ (หน้าสวนลูกละ 2 บาท) โดยห่วงโซ่อุปทาน เริ่มต้นจาก 1.1 เกษตรกรปลูกมะพร้าวเมื่อผลผลิตออกจะดำเนินการ >> ขายปลีกเอง หรือ ขายผ่านคนกลาง ขายส่งโรงงาน 1.2 โรงงานคัด-ตัดแต่งผลสด หากมะพร้าวได้ไซต์มาตรฐานจะดำเนินการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ หรือ ขายในประเทศ ผ่านตลาดค้าส่ง-ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า 1.3 อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยส่งผลตกเกรดมาตรฐานไปเจาะเพื่อทำเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร/ขนมหวาน ซึ่งปัจจุบันผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไซต์เกรดมาตรฐาน (ส่งออก) มีประมาณ 30% ขณะที่ ไซต์ตกเกรดมาตรฐานมีประมาณ 70%
2.ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
2.1) ภาคการเกษตร ในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ จาก 235,903 ไร่ ในปี 2564 เป็น 305,706 ไร่ ในปี 2568 และเมื่อผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด (532,942 ตัน ในปี 2564 เป็น877,681 ตัน ในปี 2568 โดยเฉพาะปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 49.80%) ในทางกลับกันมูลค่าการส่งออกจากปี 2566 สูงถึง 9,888.92 ล้านบาท ลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2568 เหลือเพียง 6,456.52 ล้านบาท ซึ่งเมื่ออุปทานมากกว่าอุปสงค์ เป็นเหตุให้ราคาตกต่ำ และส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงมากไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ
2.2) ภาคผลสดส่งออก แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ โรงงานของคนไทยที่มีมาตรฐานสากล *ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงกว่าในการปฏิบัติตามกฎหมายโรงงาน ทั้งภาษี การทำมาตรฐานสากลต่างๆ ด้านคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานอาหาร *ลูกค้าต่างชาติชะลอการสั่งซื้อสินค้า *สูญเสียตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมให้กับประเทศอื่น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและมีความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่าไทย (จีนเป็นตลาดส่งออกที่มีมูลค่าถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งในปี 2566 ไทยเคยครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 75 แต่ปี 2568 ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือเพียงร้อยละ 48) *ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทย ผันตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ/ขาย
โรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี *มีการลงทุนที่ครบวงจรตั้งแต่ การเช่าเหมาสวน โรงผลิต โรงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง-ส่งออก มีช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทำให้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควบคุมราคารับซื้อ/ขายได้หมด และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น *มีต้นทุนที่ต่ำกว่า จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (บางแห่ง) หรือไม่ได้มีการทำระบบมาตรฐานเต็มรูปแบบ *แสดงบัญชีขาดทุนในไทยแต่กำไรปลายทางอยู่ต่างประเทศ *รัฐบาลของนักลงทุนต่างชาตินั้นส่งเสริมการลงทุน ช่วยเรื่องภาษีในการนำเข้าสินค้าจากบริษัทต่างชาติของตนเองในไทย
2.3) ภาคแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน บริษัทของคนไทยเป็นโรงงานมาตรฐาน *โรงงานใช้มะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% *โรงงานที่เป็นน้ำมะพร้าวปรุงแต่งมีการแจ้งปริมาณสัดส่วนปรุงแต่งที่แท้จริง และ บริษัทนักลงทุนต่างชาติ *โรงงานที่ดำเนินการผลิตได้ตามมาตรฐานมีทั้งมะพร้าวน้ำหอม 100% และที่มีมะพร้าวน้ำหอมปรุงแต่งผสมตามสัดส่วนที่ใช้จริง *โรงงานที่ดำเนินการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ผลิตน้ำมะพร้าวปลอมปน หรือผสมปรุงแต่ง แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนที่ใช้จริง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมปัญหามะพร้าวน้ำหอมของไทย ได้แก่ สินค้าปลอม เช่น เติมน้ำตาล แต่งกลิ่น และ ผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่แจ้งว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลกระทบต่อมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% คือ *ของแท้ขายไม่ได้ *โรงงานไทยสู้ราคาถูกไม่ได้ *ผู้บริโภคเข้าใจผิดรสชาติมะพร้าวไทย *ประเทศไทยเสียชื่อเสียง โดยปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อเนื่อง คือ ขายมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้ >> โรงงานหยุดรับซื้อ >> เกษตรกรขาดรายได้ >> ลดคุณภาพสวน >> ราคาตกต่ำ
3.สรุปอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยเผชิญปัญหา 4 วิกฤต คือ 3.1 ช่วงผลผลิตขาดตลาด ราคาพุ่งสูง แข่งขันในตลาดไม่ได้ 3.2 ช่วงผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำ โรงงานเกิดภาวะ Over Stock 3.3 การแข่งขันต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ และ 3.4 สินค้าปลอมปนทำลายคุณภาพและราคามะพร้าวน้ำหอมไทย
4. แนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น-กลาง ที่จะช่วยกระตุ้นราคามะพร้าวน้ำหอมอยู่เหนือจุดคุ้มทุน
4.1 ภาคการเกษตร ต้องมีระบบบริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก-ป้องกันภาวะมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด โดยภาครัฐช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรให้มีเงินทุนในการบำรุงสวนมะพร้าว
4.2) ภาคการผลิต ภาครัฐต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกันทุกกลุ่มนักลงทุนโดยไม่มีข้อยกเว้น ต้องดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงาน การกำหนดราคารับซื้อ และตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น (นอมินี) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกกลุ่มผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการจัดระเบียบมาตรฐานสินค้า โดยแยกพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับมะพร้าวผสม และปราบปรามสินค้าปลอม ปกป้องสินค้าแท้ 100% และต้องมีการสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม
4.3 ภาคการตลาด ต้องพยายามรักษาตลาดเดิมให้ได้มากที่สุด และเพิ่มเติมหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันตลาดเก่าที่เริ่มซบเซาภาครัฐต้องฟื้นฟูเพื่อให้ได้คำสั่งซื้อกลับคืนมาหรือเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาดได้ในระยะยาว รวมถึง การรณรงค์กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า โครงสร้างมะพร้าวน้ำหอมไทยทั้ง 4 ด้าน ที่กรมฯ ได้ทำการวิเคราะห์มา จะฉายภาพให้เห็นถึงกระบวนการหรือขั้นตอนภาพรวมของมะพร้าวน้ำหอมไทยอย่างครบวงจร ทำให้ทราบถึงต้นตอความผันผวนของราคามะพร้าวน้ำหอมไทยได้อย่างชัดเจน ซึ่งราคาหน้าสวนปัจจุบันไม่เพียงพอกับการดำรงชีพของเกษตรกร ซึ่งคงต้องดูโครงสร้างราคาตลอดห่วงโซ่จนถึงราคาขายปลีกที่ปลายทาง หากพบการเอาเปรียบต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะที่มะพร้าวน้ำหอมไซต์ขนาดไม่ได้มาตรฐาน กระทรวงพาณิชย์ได้ทำการหาตลาดภายในประเทศเพื่อกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ทั้งเปิดจุดจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำน้ำมะพร้าวน้ำหอมตกเกรดนั้นไปใช้ในกิจกรรมหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น
“กระทรวงพาณิชย์ พร้อมให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยเพื่อก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้ ซึ่งทุกภาคส่วนคงต้องช่วยกันแก้ไขทั้งระบบ และจะติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยความมั่นใจว่ามีภาครัฐคอยให้การสนับสนุนให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและเป็นธรรม” นายพูนพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เบื้องต้นตรวจพบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง (ล้งผลไม้) ที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี จำนวน 15 บริษัท ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยได้ส่งรายชื่อนิติบุคคลนั้นให้หน่วยงานข้างต้นทั้ง 7 หน่วยดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ขณะเดียวกันได้พบบุคคลไทยที่เชื่อว่าอาจให้การสนับสนุนบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีอีก 10 ราย ซึ่งกรมฯ ก็ได้ส่งให้รายชื่อและข้อมูลให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี