วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมฯเร่งดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ตามนโยบาย Quick Big Win เพื่อสกัดกั้นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) และป้องกันการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ อาทิ การฟอกเงิน และการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากรมฯได้เร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก รวมถึงการเพิ่มมาตรการตรวจสอบ 5 คำสั่ง 2 ประกาศ สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ก่อนการรับจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งหลังจากที่กรมฯได้บังคับใช้คำสั่งให้กลุ่มเสี่ยงต้องส่งหลักฐานทางการเงินเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ไตรมาสแรกปี 2569 พบการจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอย่างก้าวกระโดดถึง 60% (พบบริษัทกลุ่มเสี่ยง 1,373 บริษัท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่พบ 3,511 บริษัท
ทั้งนี้กรมฯยังได้เพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุน และบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ส่งผลให้ช่วงวันที่ 1-23 เมษายน 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงถึง 75% หรือเพียง 175 บริษัท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่พบ 658 บริษัท สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่างๆที่กรมฯได้ออกมาก่อนหน้านี้ ช่วยป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในธุรกิจนอมินีได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม
โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568-23 เมษายน 2569 กรมฯและหน่วยงานพันธมิตร ได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดธุรกิจใน 3 ด้านคือ 1.ดำเนินการเร่งด่วนตามนโยบาย Quick Big Win เพื่อแก้ปัญหานอมินี โดยตรวจสอบนิติบุคคลไทยที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นที่อาจมีลักษณะนอมินี พร้อมกับนำส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) 11 ราย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย เป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเหล็ก สำนักงานบัญชี/ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่ง ตรวจพบในพื้นที่สมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี กรุงเทพฯ และปริมณฑล
2.การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกกลุ่มเสี่ยงใน 27 พื้นที่ 10 จังหวัด อาทิ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และล้งมะพร้าว และส่งต่อข้อมูลนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินี ไปยัง 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 534 ราย ,กรมสรรพากร 6,709 ราย ,สำนักงานประกันสังคม 137 ราย ,กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) 117 ราย ,กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) 25 ราย และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า 15 ราย
3.การตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พบมีธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต 4,372 ราย ประกอบด้วย ธุรกิจบัญชีหนึ่ง ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด 256 ราย ธุรกิจบัญชีสอง และธุรกิจบัญชีสาม ที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้ 4,116 ราย โดยกรมฯจะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด
อย่างไรก็ดีนางศุภจี ได้สั่งการให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เร่งเดินหน้าป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง โดยมีกำหนดจะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) รวม 21 หน่วยงาน ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดโดยการใช้คนไทยเป็นนอมินี สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการนอมินี ประกอบกับบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี