รฟท.รับราคาน้ำมันกระทบต้นทุน คาดปี 69 ขาดทุน 1.8 หมื่นล้าน

รฟท.รับราคาน้ำมันกระทบต้นทุน คาดปี 69 ขาดทุน 1.8 หมื่นล้าน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการ รฟท. กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของ รฟท. เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้นทุนหลักในการเดินรถ ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากค่าโดยสาร และค่าขนส่งสินค้ายังเท่าเดิม 

ปัจจุบัน รฟท. ใช้น้ำมันดีเซล B7 ประมาณ 8-9 ลิตรต่อเดือน ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 29.94 บาทต่อลิตร คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 270 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีการจัดซื้อน้ำมันผ่านสัญญาโดยตรงกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติพลังงาน รฟท. คาดการณ์ว่า ปี 2569 รฟท. จะมีภาระขาดทุนประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น อาจต้องทบทวนตัวเลขดังกล่าวใหม่ เพราะมีต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


ด้านนายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการยื่นหนังสือลาออกต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามขั้นตอนกฎหมายหลังจากวุฒิสภาประกาศผลพิจารณาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้ต้องลาออกจากตำแหน่งเดิมภายใน 15 วัน ว่าตนยืนยันว่าได้แจ้งต่อที่ประชุมบอร์ด รฟท. และยื่นหนังสือลาออกจากทุกบอร์ดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ให้มีผลในวันเดียวกันเพื่อให้เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนด 

ขณะเดียวกันความประทับใจตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด รฟท. ตนมองว่า การรถไฟฯ ถือเป็นโหมดการขนส่งที่เป็นระบบสันหลังหลักของประเทศทั้งด้านการขนส่งคนและสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมผลักดันโครงการสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟไทย-จีน รถไฟทางคู่เฟส 1 และเฟส 2 รวมถึงโครงการสายใหม่ที่เคยขาดหายไปอย่างช่วงเด่นชัย-เชียงราย และบ้านไผ่-นครพนม รวมถึงโครงการส่วนต่อขยายรถไฟสายสีแดง

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ายังมีงาน ‘ค้างท่อ’ ที่อยากฝากรฟท.ต้องเร่งติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการรถไฟไทย-จีน เฟส 1 ที่ยังมีความล่าช้าในเรื่องการส่งมอบพื้นที่หลายจุด รวมถึงงานก่อสร้างช่วงโคราชที่ต้องรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ พิจารณาปรับวงเงินจากการเปลี่ยนรูปแบบเป็นทางยกระดับ 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาบริหารรถไฟความเร็วสูง ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากกระทรวงคมนาคมว่าจะเลือกรูปแบบบริหารเองหรือให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ส่วนในอนาคตจะมีแผนตั้งบริษัทลูกเพิ่มเพื่อดูแลงานซ่อมบำรุงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่กระทรวงต้องพิจารณาความเหมาะสมต่อไป

 

-031

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top