ยอดขายรถยนต์ ก.พ.ร่วง หลังสิ้นสุดโครงการอีวี3.0-สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อ

ยอดขายรถยนต์ ก.พ.ร่วง หลังสิ้นสุดโครงการอีวี3.0-สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทั้งสิ้น 117,952 คัน ลดลง 0.37% จากเดือนมกราคม 2569  แต่เพิ่มขึ้น 3.43% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยเพิ่มขึ้นเพราะผลิตรถยนต์นั่งส่งออกเพิ่มขึ้น 22.83% และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 55.98% ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ 2 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม - กุมภาพันธ์ 2569) มีจำนวนทั้งสิ้น 236,338 คัน เพิ่มขึ้น 6.87% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 81,006 คัน เท่ากับ 68.68% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 4.59% จากเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ 2 เดือนแรกของปีนี้ผลิตเพื่อส่งออกได้ 160,692 คัน เท่ากับ 67.99% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 5.37% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 36,946 คัน เท่ากับ 31.32% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.97% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้ 2 เดือนแรกของปีนี้ผลิตได้ 75,646 คัน เท่ากับ 32.01% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 10.19% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,242 คัน ลดลง 34.75% จากเดือนมกราคม 2569  และลดลง 2.17% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ลดลงเพราะรถยนต์ไฟฟ้าขายลดลง 18.56% จากเดือนเดียวกันปี 2568 เพราะสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 และรถกระบะกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในขายลดลงจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ การลงทุนจากต่างประเทศและของคนไทยยังรอความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่

รวมถึงเหตุการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับอิหร่านซึ่งยังไม่ทราบว่าจะนานแค่ไหน สร้างความกังวลในเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงไปอีกผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตราวๆ 1.2% ซึ่งอาจกระทบยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย อย่างไรก็ดีใน 2เดือนแรกของปีนี้รถยนต์ยังมียอดขาย 122,218 คัน เพิ่มขึ้น 25.49% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะที่การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งออกได้ 81,195 คัน เพิ่มขึ้น 39.02% จากเดือนมกราคม 2569 แต่ลดลง 0.05% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งลดลงเล็กน้อยแค่ 41 คัน ตลาดที่ลดลงมีเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเพราะยังไม่มีการสู้รบกัน แต่รถยนต์ที่ส่งออกไปถึงช่องแคบฮอร์มูซ ไม่กล้าแล่นผ่าน ต้องไปจอดพักที่อินเดียและสิงคโปร์ ตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับสามของการส่งออกรถยนต์ รถยนต์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออก มากเป็นอันดับหนึ่งในเกือบทุกประเทศในตะวันออกกลาง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการสู้รบจะยุติลงเมื่อไร เพราะปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 จากปี 2567 เท่ากับร้อยละ 21.17 ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเป็นรถกระบะมากที่สุด 114,644 คัน รถยนต์นั่ง 61,958 คัน รถ PPV 23,359 คัน

ส่วนยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนกุมภาพันธ์ 2569 จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 5,744 คัน ลดลง 22.12% จากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ส่งผลให้ 2 เดือนแรกของปีนี้มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน   51,412 คัน เพิ่มขึ้น 52.74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 14,641 เพิ่มขึ้น 21.50% จากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน่ามันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้รถ EVได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรถขนส่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการทบทวนเป้าหมายยอดขายขอติดตามสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน โดยประมาณการเดิมอยู่ที่ผลิตได้ 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศคาดอยู่ที่ 5.5 แสนคัน และการผลิตเพื่อส่งออกคาดอยู่ที่ 9.5 แสนคัน

“สิ่งที่น่าห่วงขณะนี้ คือ ก๊าซจากกาตาร์ขาดแคลนมีผลกระทบต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งต้องดูว่าการ์ตายังส่งออกได้หรือไม่ โดยในไลน์การผลิตรถยนต์ในหลักการจะมีสำรองชิ้นส่วนได้ประมาณ 3 เดือนก็น่าจะมีเพียงพอหากไม่มีเหตุการณ์ยืดเยื้อมากกว่านี้ ส่วนราคาขายรถยนต์มีโอกาสปรับสูงขึ้นหลังมีต้นทุนการผลิตทั้งค่าขนส่ง โลจิสติกส์ สูงขึ้น 3 เท่า”นายสุรพงษ์กล่าว

-031

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top