วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569
อุตสาหกรรม‘เรียกรถรับจ้างออนไลน์’โต ดันจีดีพีประเทศทะลุ 5 หมื่นล้าน แนะรัฐเปิดกว้างนวัตกรรมราคา-ยกระดับความปลอดภัย รับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่
สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเปิดตัวรายงานผลการศึกษา “อนาคตของอุตสาหกรรมการเรียกรถรับจ้างออนไลน์ (Ride-Hailing) และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย” ชี้ธุรกิจเรียกรถผ่านแอปฯ เติบโตก้าวกระโดด คาดผู้ใช้งานพุ่งกว่า 16 ล้านคนภายในปี 2573 พร้อมแนะภาครัฐปรับตัวรับนวัตกรรมด้านราคา เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ทั้งผู้โดยสารและคนขับ การศึกษาพบว่า อุตสาหกรรม Ride-Hailing ของไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยได้แรงหนุนจากพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่นิยมใช้รถรับจ้างผ่านแอปฯ ร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะ แทนการซื้อรถยนต์ส่วนตัวที่มีต้นทุนราคาและการดูแลรักษาธุรกิจนี้จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ถึง 30,000 – 50,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 0.2 - 0.3% ของ GDP ประเทศ
ผศ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้บริหารโครงการวิจัย เปิดเผยผลสำรวจว่า ประชากรในเมืองกว่า 80% นิยมใช้ระบบเรียกรถผ่านแอปฯ และกว่า 70% ใช้เป็นประจำทุกอาทิตย์ ทั้งนี้เพราะความสะดวก อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการยังกังวลเรื่องความปลอดภัย ปัญหาการขาดแคลนรถ และราคาที่พุ่งสูงในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ขณะที่ฝั่งผู้ขับขี่พบว่ามีรายได้สุทธิเฉลี่ย 850 บาทต่อวัน ซึ่งสูงกว่าอาชีพเดิมและต่างพอใจในความอิสระของการทำงาน แต่ยังมีความกังวลเรื่องสัดส่วนการหักค่าคอมมิชชันที่เป็นสัดส่วนสำคัญของค่าโดยสาร และการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพทำให้ต้องเพิ่มชั่วโมงทำงาน ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพบริการในระยะยาว ในด้านการกำกับดูแล ภาครัฐได้ให้การรับรองธุรกิจนี้ตั้งแต่ปี 2564 และล่าสุด คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เตรียมบังคับใช้ประกาศฉบับใหม่ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับความปลอดภัย เช่น การตรวจสอบเรื่องใบขับขี่สาธารณะของผู้ขับขี่ การเชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชัน ThaiD เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืนรายงานได้เสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ดังนี้
1. เปิดกว้างรับนวัตกรรมด้านราคา สนับสนุนโมเดลราคาที่ยืดหยุ่น เช่น ระบบ P2P Pricing ที่ให้ผู้โดยสารและคนขับต่อรองราคากันได้โดยตรง และขยายกรอบราคาในระบบ Dynamic Pricing ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างกลไกตลาดที่สมบูรณ์ สามารถตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ
2. การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพกำหนดมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง และไม่สร้างภาระต้นทุนแก่ผู้ขับขี่รถบริการและแพลตฟอร์มมากเกินไป เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลไปที่ราคาที่ผู้บริโภค
3. บูรณาการความร่วมมือภาครัฐ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานไปในทิศทางเดียวกันผ่านคณะกรรมการร่วมที่มีอำนาจ รวมทั้งร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้
“โครงการศึกษานี้มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมกันหาจุดสมดุล ระหว่างการนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวก การดูแลสวัสดิภาพคนขับ และการปกป้องผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”ผศ.ดร.สุทธิกร กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี