533.jpg
ผ่าไฮสปีด 3 สนามบิน ‘ติดหล่ม’สัญญา...จับตาเกิดหรือดับ

ผ่าไฮสปีด 3 สนามบิน ‘ติดหล่ม’สัญญา...จับตาเกิดหรือดับ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.30 น.

ผ่าไฮสปีด 3 สนามบิน ‘ติดหล่ม’สัญญา...จับตาเกิดหรือดับ

24 ต.ค.62...


มีการลงนามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา”

ถึงวันนี้ เดินทางเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว สิ่งที่ประชาชนเห็น ไม่ใช่การก่อสร้าง แต่เป็นความฝัน และวนลูปกับประโยคที่ว่า “แก้ไม่แก้สัญญา”

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ใช้เงินการลงทุนมหาศาลกว่า 224,544 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ “เมกะโปรเจกต์” รัฐบาลจึงตัดสินใจดำเนินโครงการในรูปแบบ PPP Net Cost ที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มีเป้าประสงค์เพื่อใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เชื่อมต่อ 3 ท่าอากาศยานสำคัญในกรุงเทพฯ และ EEC

“เมกะโปรเจกต์” สำคัญนี้ ควบรวม 3 โครงการไว้ด้วยกัน ได้แก่ 1.โครงการแอร์พอร์ต เรลลิงค์ส่วนต่อขยาย ช่วงท่าอากาศยานดอนเมืองถึงสถานีพญาไท 2.โครงการแอร์พอร์ต เรลลิงค์เดิม สถานีพญาไทถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3.โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถึงท่าอากาศยานอู่ตะเภา

แนวเส้นทางผ่าน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร , สมุทรปราการ , ฉะเชิงเทรา , ชลบุรี และระยอง รวมระยะทางทั้งสิ้น 220 กิโลเมตร (กม.) มีลักษณะเป็นทางคู่ ให้บริการ 2 รูปแบบ คือ 1.รถไฟแบบด่วนพิเศษจอดบางสถานี ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และ 2.รถไฟแบบปกติจอดทุกสถานี ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที

ระยะเวลาโครงการ 50 ปี แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ระยะเวลาให้ภาคเอกชนออกแบบและก่อสร้างโครงการรวม 5 ปี ภายหลังแล้วเสร็จภาคเอกชนต้องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งหมดให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทันที และช่วงที่ 2 อีก 45 ปี จะเป็นช่วงที่ภาคเอกชนสามารถให้บริการเดินรถ และพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟและบริการผู้โดยสาร เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 50 ปีตามที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน ทรัพย์สินทั้งหมดของโครงการจะตกเป็นของภาครัฐทั้งหมด

ทว่า...ไม่ถึงครึ่งทาง

โครงการเกิดความล่าช้า โดยเอกชนกิจการร่วมค้าที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ได้อ้างเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) หลังการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับ รฟท. ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.62

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่า รฟท. กล่าวว่า หลังจากส่งร่างสัญญาแก้ไขเดิมไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.2569 สัญญามี 2 ส่วน คือ 1.ร่างสัญญาที่ อสส.ขอให้ EEC ยืนยันว่าร่างสัญญาที่ได้รับการแก้ไข ต้องได้รับการยุติก่อนการเสนอแก้ไขสัญญา ล่าสุดอยู่ระหว่างรอการตอบกลับจาก อสส. และ 2.การขออนุมัติแก้ไขหลักการสัญญา การแก้ไขสัญญา รฟท. คู่สัญญา และบอร์ด EEC ที่ได้หารือร่วมกัน จากเดิมที่ได้รับความเห็นจาก อสส.เรื่องการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน

“รอ อสส.ตอบกลับ ประเด็นการแก้ไขสัญญานี้หาก รมว.คมนาคม ส่งสัญญาณไม่ทบทวนกับการแก้สัญญาดังกล่าว ก็จำเป็นต้องหาแนวทางการแก้ไขต่อไป หากสรุปแล้ว เราจะต้องเสนอต่อเลขาธิการ EEC เพื่อเสนอต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะประธาน EEC และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ไทม์ไลน์จะประมาณนี้” นายอนันต์ กล่าว

หลักการแก้ไขสัญญา ประกอบด้วย หลักการที่บอร์ด EEC เคยเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 ต.ค.67 ทั้งหมด 5 ข้อ ประกอบด้วย

1.วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิม จ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงแล้ว รัฐจะแบ่งจ่ายเป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่าๆกัน รวมเป็นจำนวน 149,650 ล้านบาท

เปลี่ยนเป็น “จ่ายเป็นงวด” ตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ รฟท. ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท โดยเอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท (สำหรับค่างานโยธาและค่าระบบรถไฟฟ้า) เพื่อรับประกันว่าจะเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้ภายใน 5 ปี โดยกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของ รฟท. ทันทีตามงวดของการจ่ายเงิน

2.กำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ให้เอกชนแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท เป็น 7 งวด เป็นรายปี จำนวนเท่าๆกัน โดยต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญา

3.กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดลง และเป็นผลให้เอกชนได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52% รฟท.มีสิทธิเรียกให้เอกชนชำระส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มได้ ตามจำนวนที่จะตกลงกันต่อไป

4.การยกเว้นเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) ให้คู่สัญญาจัดทำบันทึกข้อตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ เพื่อให้ รฟท. สามารถออก NTP ได้ทันทีเมื่อลงนามสัญญาที่แก้ไขตามหลักการทั้งหมดนี้

5.การป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงการอื่น

ขณะที่ร่างสัญญาเสนอ อสส.ทบทวนใหม่ รฟท.เสนอร่างแก้ไขสัญญาและข้อสังเกต 18 ข้อของ อสส.เข้าไปด้วย ซึ่งคู่สัญญาเห็นชอบในทุกประเด็นแล้ว เหลือเพียงเรื่องหลักประกันของงานโยธาที่จะหารือกับ อสส.ต่อไป โดยรายละเอียดที่เอกชนยังมีข้อสงสัยคือการวางหลักประกันให้ รฟท. 160,000 ล้านบาท ในห้วงเวลาก่อสร้าง 5 ปีที่มีเงื่อนไขให้ริบหลักประกันทุกกรณี โดยเอกชนขอให้คงเงื่อนไขเดิม คือ ริบเงินวางหลักประกันก็ต่อเมื่อ “ทิ้งงาน”

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า ขณะนี้รอเพียงสรุปผลจาก อสส.ตอบกลับมาที่ รฟท. และส่งมาให้ EEC หลังจากนี้จะเป็นการนำเสนอต่อประธานบอร์ด EEC ต่อไป

“โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา เป็นอีกโปรเจกต์ EEC ที่อยู่ระหว่างเจรจาเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะให้กับผู้พัฒนาโครงการ ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าหากรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยังไม่พร้อม จะทำอย่างไรให้เมืองการบินสามารถเริ่มโครงการได้เลย หมายความว่าผู้พัฒนาไม่ต้องการที่จะรอรถไฟที่อาจจะล่าช้า จึงอยากให้เริ่มในส่วนของตัวเมือง (City) ก่อน ซึ่งทำไปก่อนได้เลย ทั้งรันเวย์ อาคาร น่าจะเสร็จได้ใน 4 ปี เพื่อรับทั้งนักลงทุนและการท่องเที่ยว” ดร.จุฬา กล่าว

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวว่า จุดยืนกรณีการแก้สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญา”

“ผมพูดมาตลอดว่ารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการอู่ตะเภาเมืองการบิน มีการลงนามสัญญากับเอกชนคู่สัญญาไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเราไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ เพราะหากแก้ไขสัญญา จะมีการฟ้องร้อง โดยเฉพาะโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน มีเอกชนที่ยื่นซองเสนอในลำดับที่ 2 กระซิบบอกว่าหากแก้ไขสัญญา จะฟ้อง”

นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า ดังนั้นความยุติธรรมที่สุด เมื่อมีการประมูลไปแล้วทั้ง 2 โครงการ เอกชนที่ได้ต้องเดินไปตามสัญญา แต่ด้วยภาวะวิกฤติ หลังจากโควิด-19 ผ่านมา อาจทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทยน้อยลง หรือการประเมินก่อนหน้านี้สูงไป อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนของรัฐจะพยายามหาวิธี ทำให้มีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินมากขึ้น ใช้บริการสนามบินอู่ตะเภามากขึ้น โดยรัฐบาลจะเพิ่มเติมการลงทุนในพื้นที่ EEC ต่อไป

คำยืนยันหนักแน่นจาก “รมว.คมนาคม” ที่จะไม่ยอมแก้ไขสัญญา ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือไฮสปีด วิ่งเข้าสู่ “ทางตัน” อีกครั้ง

ผ่านมา 5 รัฐบาล และย่างเข้าสู่ปีที่ 7 นับเป็นเวลายาวนานพอสมควรกับ “ไฮสปีด” ที่ ณ วันนี้ยังสะดุด “ติดหล่ม” ร่ำไป จนถูกมองว่า หรือ “เมกะโปรเจกต์” 2 แสนล้านนี้ส่อแว่วจะเป็นได้แค่...

โครงการเจ็ดชั่วโคตร!?!??

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top