533.jpg
เศรษฐศาสตร์วันหยุด : รัฐบาล‘หนู2’ พาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตได้ไหม???

เศรษฐศาสตร์วันหยุด : รัฐบาล‘หนู2’ พาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตได้ไหม???

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

nn ผลกระทบด้านเศรษฐกิจของไทยจากการสู้รบในตะวันออกกลางดูเหมือนว่าหลายฝ่ายจะวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี’69 จะต่ำกว่าที่เคยประมาณการกันไว้ก่อนหน้านี้มาก ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 2-2.5% (กระทรวงการคลัง ฝันไกลถึง 3.3% เลยด้วยซ้ำ)

ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย...ได้ประมาณการว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2569 ลดลงเหลือ 1.3-1.7% (ยังไม่นับรวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล) ซึ่งต่ำกว่าที่ธปท. ได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-3.5% ต่อปี ทั้งนี้ ธปท. ประเมินภาพของเศรษฐกิจไทยไว้ 2 ฉากทัศน์ (Scenario) แบ่งเป็น กรณีที่ 1 สถานการณ์การสู้รบจบภายใน 2 สัปดาห์ คาดว่า ตัวเลขจีดีพีในปีนี้ จะอยู่ที่ 1.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.5% และกรณีที่ 2 คาดว่าสถานการณ์การสู้รบจบได้ภายใน มิ.ย. 2569 มองว่า ตัวเลขจีดีพีของไทย จะอยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5% แต่หากสถานการณ์ลากยาวกว่าที่ประเมินไว้ ก็มีโอกาสที่ตัวเลขจีดีพีจะไหลลงไปต่ำกว่าอีก


ธปท.มองว่าจุดตายของสงครามที่ยืดเยื้อคือ...มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมัน และ 3. Supply Chain Disruption (การจัดหาวัตถุดิบ) การหยุดชะงักของวัตถุดิบสำคัญ เช่น น้ำมัน, ปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น จนอาจนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagflation) โดยคาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ของไทยในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2-1.6% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 1.6-2.0%

นอกจากนี้ กกร. ยังเสนอให้ใช้โอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความยืดหยุ่นและรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ตามแนวทาง Reinvent Thailand ตลอดจนเสนอให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าและบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้ดี ดูแลไม่ให้เกิดความบิดเบือนในกลไกตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของการกระจายน้ำมันไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน ส่วนของการเยียวยาผลกระทบนั้น รัฐบาลจึงต้องเน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เพื่อให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัวเข้ากับกลไกตลาดโลก เพราะหากรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงมากเกินไป(แบบหน้ากระดาน) จนกระทบต่อฐานะการคลังและนำไปสู่การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ จะกลายเป็นต้นทุนระยะกลางที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี

เท่าที่ดูจากแนวโน้มของมาตรการที่รัฐบาลจะรับมือกับวิกฤตครั้งนี้หลังผ่าน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (11 เม.ย.) และแนวทางการทำงานของรัฐบาลต่อจากนี้ ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมา....ดูเหมือนจะไม่ได้ตอบโจทย์อย่างที่ภาคเอกชน (กกร.)ได้นำเสนอไว้เลย...เฮ้อ....

พงษ์พันธุ์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top