วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
nn เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารจาก 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย (ซึ่งมีสมาชิกอยู่กว่า 500 บริษัท) ได้เข้าพบและหารือกับ นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และผู้บริหาร สมอ. ถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กของไทย
เนื้อหาสำคัญๆ ที่คุยกันวันนั้นคือ อุตสาหกรรมเหล็กของไทยกำลังยังประสบกับ 2 ปัญหาหลักอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ 1. สินค้าเหล็กทุ่มตลาดจากต่างชาติทะลักเข้าไทย โดยเฉพาะจากประเทศจีนซึ่งปีที่แล้วได้ส่งออกเหล็กไปทั่วโลกมากถึง 119 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภูมิภาคต่างๆ ในโลกได้มีการใช้ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti Circumvention:AC) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguarding: SG) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Counterveiling Duty: CVD) ตลอดจนมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTBs) อย่างเข้มข้นและรวดเร็ว สินค้าเหล็กที่ไม่สามารถไปทุ่มตลาดในภูมิภาคดังกล่าวได้ จึงไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทยอย่างรุนแรงต่อเนื่อง แม้ไทยจะมีการใช้มาตรการ AD และ AC สำหรับเหล็กหลายรายการ แต่ก็ยังล่าช้า และมีช่องโหว่ที่ผู้นำเข้าหลบเลี่ยงกฎหมายมาโดยตลอด ประเทศไทยจึงเสมือนสนามรบ เพราะในขณะที่ความต้องการลดลง แต่การแข่งขันและแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจากต่างชาติก็รุนแรงขึ้น จากการที่หลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน เร่งระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน
2. โรงงานเหล็กเตาหลอมประเภท Induction Furnace (IF) ที่ถูกรัฐบาลจีนสั่งปิด เนื่องจาก จีนมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงดำเนินการโละทิ้งโรงงานที่ใช้เตาหลอม IF ซึ่งใช้เทคโนโลยีล้าสมัย ขั้นตอนการหลอมไม่สามารถขจัดสารมลทิน (Refining process) ออกจากน้ำเหล็กได้ อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นควันในระดับสูง เครื่องจักรเก่าโรงงานเหล็กราคาถูกจากจีน จึงไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ทำลายกลไกตลาด สร้างทั้งความเสี่ยงต่อผู้บริโภคสินค้าเหล็กเพราะสินค้าเหล็กที่ผลิตได้มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ตลอดสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กจำนวนมากในไทยซึ่งใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานสูงกว่า
10 สมาคมเหล็กจึงเสนอ สมอ. พิจารณาบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อยกระดับความปลอดภัย และควบคุมการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF โดยเข้มงวดตามกฎหมายให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงตามระบบ EAF ซึ่งเป็นระบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ดีกว่า โดยโรงงาน IF ต้องมีกระบวนการผลิตที่เพิ่มขั้นตอนปรุงแต่งน้ำเหล็กด้วย Ladle Furnace เพื่อให้การผลิตสินค้าเหล็กมีคุณภาพสม่ำเสมอ และปกป้องความปลอดภัยของประชาชนจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานการก่อสร้าง และ ขอเรียกร้องให้ประเทศไทยต้องยกเลิกการให้มีโรงงานเหล็กที่ใช้เตา IF โดยกำหนดช่วงให้ผู้ประกอบการเตา IF เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีภายในในระยะ 3 ปี เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเวลาที่มากพอ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนสั่งยกเลิกโรงงานเหล็กเตา IF มีการให้เวลาจำกัดเพียง 6 เดือนเท่านั้น
ทราบว่าผลการหารือวันนั้น ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และ เลขาฯสมอ.นั้นเห็นด้วยกับข้อเสนอของทาง 10 สมาคมเหล็กฯ...แต่ก็นั่นแหละประเทศไทยก็ต้องดูว่านักการเมือง (ในที่นี้ก็คือ วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม) ว่าจะไปทางไหน...ถ้าเห็นแก่ประเทศชาติ อุตสาหกรรมเหล็กไทยก็รอด ประชาชนก็ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง...แต่หากว่าเห็นแก่โรงเหล็ก IF ของต่างชาติมากกว่า ก็เป็นเวรเป็นกรรมของอุตสาหกรรมเหล็กและประชาชนคนไทย
พงษ์พันุธุ์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี