วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
nn หากกางแผนยุทธศาสตร์ชาติควบคู่ไปกับรายงานความเสี่ยงทางการคลังปี 2568 เราจะเห็นภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านอย่างน่ากังวล ย้อนกลับไปในยุครัฐบาล คสช. ประเทศไทยเคยประกาศเป้าหมายใหญ่ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ว่าจะก้าวสู่วิถีประเทศรายได้สูงภายใน 20 ปี หรือภายในปี 2579 ทว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รายได้ของคนไทยกลับแทบไม่ขยับไปไหน และในวันนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังปัดฝุ่นเป้าหมายเดิมขึ้นมาขีดเส้นตายใหม่ว่าไทยต้องก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ให้ได้ภายในปี 2571 เงื่อนไขของการไปถึงจุดนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนการตั้งเป้าหมาย เพราะตัวเลขจีดีพี (GDP) ของไทยจำเป็นต้องเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ในทุกๆ ปี และหากปีไหนทำไม่ได้ ปีถัดไปจะต้องเร่งโตให้มากกว่าเดิมเพื่อชดเชยตัวเลขที่ขาดหาย รวมถึงสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ภาษีต่อ GDP ก็ต้องเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาโครงสร้างภายใน การจะผลักดันให้เศรษฐกิจโต รวมถึงจัดเก็บรายได้ให้ในระดับนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากภาครัฐยังไม่เริ่มต้นปฏิรูประบบภาษีและกฎระเบียบต่างๆ อย่างจริงจัง
เป้าหมายสำคัญที่กำลังบีบให้ประเทศไทยต้องปรับตัวในเวทีโลกคือการจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 โดยจะต้องผ่านการประเมินรอบสุดท้ายภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ปัจจุบันไทยเพิ่งเดินผ่านไปได้เพียง 5 ขั้นตอนจากทั้งหมด 10 ขั้นตอน อุปสรรคที่แท้จริงกำลังรออยู่ในขั้นตอนที่ 6 ซึ่งเป็นการทบทวนด้านเทคนิค (Technical Review) ด่านที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุดและต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ปี ในการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อยกระดับให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ OECD ละทิ้งระบบที่ล้าหลังทั้งด้านกฎหมาย และรูปแบบการทำงาน แยกผู้ปฏิบัติงานออกจากผู้กำหนดนโยบาย สร้างความโปร่งใสให้ได้ ดังนั้น การมีระบบหลังบ้านที่ดีย่อมสะท้อนผ่านความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐที่ต้องเพิ่มขึ้นตามมา เมื่อหันกลับมามองความเสี่ยงทางการคลังปี 2568 ที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปกว่า 61,245 ล้านบาท และดำเนินงบประมาณขาดดุลติดต่อกัน 18 ไตรมาสแล้ว ท่ามกลางภาวะหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ยิ่งตอกย้ำว่าไทยต้องการโครงสร้างภาษีที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เราหลุดจากยุคมืดนี้ไปให้ได้ และจุดเปลี่ยนที่รัฐบาลสามารถลงมือทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคือ การเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตกลุ่มสุขภาพที่ในปี 2568 หดตัวลงถึงร้อยละ 4.57 ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากปัญหาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่ยังค้างคา รอวันปรับให้เป็นอัตราเดียวเลิกฉุดรั้งการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐเสียที
การใช้อัตราเดียวเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้เพราะโครงสร้างที่เรียบง่าย เป็นธรรม ไม่บิดเบือนกลไกตลาด จะไม่ผลักให้เกิดการมุดเทียร์เลี่ยงภาษีแบบปัจจุบัน และในอีกขาก็ต้องเร่งมือปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายด้วย แบบที่สรรพสามิตทำงานแบบบูรณาการได้ดีมากตอนนี้ โดยแค่เดือนมิถุนายน 2569 เพียงเดือนเดียว จับกุมได้รวม 3,104 คดี คิดเป็นค่าปรับกว่า 73.63 ล้านบาท พบเป็นคดียาสูบสูงที่สุดถึง 1,993 คดี หรือประมาณร้อยละ 64 ของคดีทั้งหมด
ภารกิจการปกป้องรายได้รัฐไม่ได้มีแค่เรื่องของการปราบปรามผู้กระทำผิดลักลอบหนีภาษีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรักษากลไกการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมผ่านโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม เป็นธรรม ช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เช่น การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวที่รอความเด็ดขาดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่ หากไทยยังคงเตะถ่วงและรักษาระบบภาษี 2 อัตราที่ไม่เป็นสากลและปล่อยให้นโยบายภาพใหญ่ถูกดองด้วยความกลัวของหน่วยงานต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเช่นนี้ต่อไป ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ให้คณะกรรมการของ OECD เห็นว่าไทยมีความพร้อมด้านความโปร่งใสพร้อมจะผลักดันนโยบายให้ได้ตามมาตรฐานสากล และเป้าหมายการพาประเทศก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงก็อาจเป็นได้เพียงการสร้างฝันที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
พงษ์พันธุ์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี