วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569
nn ต้องบอกว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งที่...คุณผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้กล่าวไว้ภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ครั้งล่าสุด (5 สิงหาคม)....ว่า ที่ประชุมได้ประเมินเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเทรนด์เทคโนโลยี AI ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในแบบ K-shape สะท้อนจากมุมมองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในการปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 โดยกลุ่มประเทศซึ่งมีการนำเข้าพลังงานในระดับสูงมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสดิจิทัลขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งประกอบด้วยชาติเอเชียรวมทั้งไทย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อซึ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ทำให้ตลาดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าจากการบริหารค่าเงินเยนด้วยสกุลเงินยูโร โดยธนาคารกลางพันธมิตรซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ในการดำเนินนโยบายการเงิน
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการปรับตัว และคว้าโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มตามกระแสดิจิทัลของโลก แม้การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกไทยครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี (สัดส่วน 26.5%) ที่เติบโตถึง 45.9% YoY ตามเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์โลก…ส่วน ด้านภาคการผลิตใน K ขาบนที่เติบโตสูง แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งต้องเร่งยกระดับ local content อันจะช่วยตอบโจทย์ RVC (Regional Value Content :สัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ) รวมถึงการส่งเสริมการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการสร้าง supply chain ในประเทศ และการวางแผนการสร้างงานที่มีคุณภาพในอนาคต เพื่อให้ได้รับอานิสงส์จากคลื่นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ไทย รวมถึงแยกแยะกลุ่ม K ขาลงให้ชัดเจนในรายอุตสาหกรรม เพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนได้อย่างตรงจุด
ขณะเดียวกัน...ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปีด้วยแรงส่งที่ลดลง และมีตัวช่วยไม่มาก มาตรการกระตุ้นทางการคลังระยะสั้นจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ แต่ไม่เพียงพอ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น กำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่มั่นคงขึ้น และการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างทันท่วงที จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางไปสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืนมากขึ้น…แต่ความเป็นจริงที่จะต้องเจอคือ..การบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน...และความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยมาจากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่อาจอ่อนแอกว่าคาด ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และความเป็นไปได้ของความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ...
ดังนั้น...นักวิชาการใต้อาณัติของรัฐบาล...หน่วยงานทางความคิดของรัฐบาล...อย่า“โลกสวย”และให้ข้อมูลผิดๆ กับสังคม...เพราะถ้าประชาชนเชื่อ ภาคธุรกิจที่เขาเชื่อ...จะได้รับความเสียหายจากการตัดสินใจที่ผิด...เพราะเชื่อในฐานข้อมูลที่ผิดของรัฐบาล
พงษ์พันธุ์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี