วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA เปิดเผยว่า ภาพรวมแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในช่วงปี 2569-2570 มองว่ายังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและจีน ที่ยังคงเข้ามาซื้อเพื่ออยู่อาศัยและลงทุนเพิ่มขึ้น แม้ในระยะสั้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตจะมีลักษณะของการเก็งกำไรอยู่บ้าง แต่ในระยะยาวจะมีผู้เข้ามาอยู่อาศัยจริงเพิ่มขึ้น
สำหรับในปี 2569 นี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตเติบโตอย่างมาก โดยภูเก็ตเป็นเมืองที่มีขนาดตลาดอสังหาริมทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งปัจจุบันมีอสังหาริมทรัพย์รอขายประมาณ 194,545 ล้านบาท มีราคาเฉลี่ยสูงกว่าพื้นที่อื่น 12.921 ล้านบาท แต่หน่วยรอขายยังเป็นรองกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ชลบุรี ระยอง และเชียงใหม่
อย่างไรก็ดีการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในอนาคต ยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขยายสนามบินและระบบขนส่งมวลชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของทำเลใหม่ๆ โดยพื้นที่ใกล้สนามบิน เช่น หาดบางเทา และโซนฝั่งตะวันออกของภูเก็ต ซึ่งยังมีราคาที่ดินต่ำกว่าฝั่งตะวันตก มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นในระยะต่อไป
ทั้งนี้จากการสำรวจโครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวน 777 โครงการ ทั่วเกาะภูเก็ต ณ สิ้นปี 2568 พบว่า มีจำนวน 88,997 หน่วย ขายไปแล้ว 62,132 หน่วย เหลือขาย 9,463 หน่วย โดยมีอัตราการขายเฉลี่ย 4.4% ต่อเดือน ซึ่งถือว่าสูงกว่ากรุงเทพฯอย่างมีนัยสำคัญ และหากไม่มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการระบายสต๊อกเพียง 22.8 เดือน หรือไม่ถึง 2 ปี ขณะที่กรุงเทพฯยังต้องใช้เวลาประมาณ 4 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของตลาดหรือดีมานด์ที่ยังคงแข็งแกร่งของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตได้อย่างชัดเจน
โดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอถลาง คิดเป็นสัดส่วน 47% รองลงมาคืออำเภอเมือง 38% และอำเภอกระทู้ 15% ซึ่งโครงสร้างสินค้าในภูเก็ตจะมีความแตกต่างจากตลาดที่อยู่อาศัยทั่วไปอย่างชัดเจน เนื่องจากสินค้าประเภทบ้านพักตากอากาศและวิลล่าครองสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 79% ของตลาดทั้งหมด แม้มีจำนวนหน่วยรวมกันเพียงครึ่งหนึ่งของตลาด ทั้งนี้สะท้อนว่าภูเก็ตเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มลูกค้าต่างชาติและผู้มีรายได้สูงเป็นหลัก
สำหรับสินค้าหลักของตลาด คือ อาคารชุดตากอากาศ ซึ่งมีจำนวน 38,613 หน่วย มูลค่ารวมสูงถึง 321,036 ล้านบาท หรือคิดเป็น 48% ของมูลค่าตลาดรวม ในขณะที่วิลล่ามีจำนวนเพียง 7% ของหน่วยทั้งหมด แต่มีมูลค่าสูงถึง 31% ของตลาด โดยสินค้าที่ขายได้เร็วที่สุด คือ ห้องชุดพักอาศัยทั่วไป มีอัตราการขาย 6.1% ต่อเดือน รองลงมาคือวิลล่าที่ 4.5% ต่อเดือน แสดงถึงความต้องการที่หลากหลาย ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและการลงทุน
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาโครงสร้างด้านราคา พบว่าสินค้าที่มีราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท มีสัดส่วนเพียง 23% ของมูลค่าตลาด ขณะที่สินค้าระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึง 36% สะท้อนชัดเจนว่าตลาดภูเก็ตเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนและนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก มากกว่าการเป็นตลาดเพื่อคนไทยทั่วไป โดยเฉพาะห้องชุดตากอากาศที่มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 8.314 ล้านบาท และมีสินค้าระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไป จำนวนหนึ่งที่ยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง
ในด้านทำเลนั้น อำเภอถลางยังคงเป็นพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลัก โดยเฉพาะโครงการตากอากาศที่มีมูลค่าสูงถึง 222,892 ล้านบาท หรือ 69% ของทั้งจังหวัด ระดับราคาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอยู่ที่ 7-10 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการขายแล้วถึง 79% ขณะที่สินค้าระดับลักชัวรี่ 100 ล้านบาทขึ้นไป แม้มีจำนวนจำกัด แต่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยสูงถึง 188 ล้านบาท
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี