533.jpg
‘เอกนัฏ’ทุบราคาน้ำมัน  หั่นค่ากลั่น3บ.  คืนให้กองทุน/ลดหน้าปั๊ม

‘เอกนัฏ’ทุบราคาน้ำมัน หั่นค่ากลั่น3บ. คืนให้กองทุน/ลดหน้าปั๊ม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เอกนัฏ’ทุบราคาน้ำมัน

หั่นค่ากลั่น3บ.

คืนให้กองทุน/ลดหน้าปั๊ม

ถกกบง.รอบหน้าเฉือนอีก

DSIบี้สอบเรือส่งเชื้อเพลิง

“เอกนัฏ” ถก กบง.หั่นค่าการกลั่น อีก 3 บาท เพื่อนำเงินไปชดเชยเข้ากองทุนน้ำมันและลดราคาหน้าปั๊ม ประชุมรอบหน้ามีโอกาสลดอีก ด้าน รมว.คลังยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะถือเป็นรายได้หลักของแผ่นดิน ขณะที่ ดีเอสไอสอบบริษัทเรือไปแล้ว5ลำให้ข้อมูลสอดคล้องกันสารภาพขนถ่ายล่าช้าเพราะติดปัญหาด้านเทคนิค ทั้งเรือเสีย รอคิวร่องน้ำเปิดทางเข้าถ่ายโอนให้คลัง

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่กระทรวงพลังงาน  นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่าที่ประชุมมีมติให้ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลงอีก 3 บาท จากก่อนหน้านี้ลดลงไปแล้ว 2 บาท รวมเป็นการลดลงทั้งสิ้น 5 บาท/ลิตร ไปจนถึงวันที่ 9 พ.ค.2569 โดยจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาทันทีเพื่อ เพื่อให้มีผลทันทีในวันที่ 24 เม.ย.2569 และหลังจากวันที่ 9 พ.ค.2569 จะมีส่วนลดเพิ่มเติมอีก 3 บาท ซึ่งก่อนวันที่ 9 พ.ค.จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อีกครั้ง


ทั้งนี้ การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง เนื่องจากคำนวณตัวเลขเมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ค่าการกลั่น สูงขึ้นไปแตะเฉลี่ยอยู่ที่ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงได้อนุญาตให้นำต้นทุนที่สูงกว่าปกติทุกด้าน อาทิ ค่าประกันและค่าขนส่ง ที่ทั้ง 6 โรงกลั่นส่งตัวเลขจริงเข้ามาที่กระทรวงมาพิจารณาแล้ว จึงออกมาเป็นตัวเลขค่าการกลั่นที่เหมาะสมว่าจะอยู่ที่เท่าใด ซึ่งส่วนต่างที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินก็จะนำมาลบออก

ลดราคาน้ำปั้มน้ำมัน

“อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเวลาการคำนวณค่าการกลั่น กระทรวงได้ดูในทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน หรือดีเซล เมื่อนำมาทอยออกหรือดูว่ามีผลประโยชน์ส่วนเกิน โดย 2 สัปดาห์แรกของต้นเดือนเม.ย. เกิน 5 พันล้านบาท ก็นำส่วนเกินมาลดราคาให้กับน้ำมันดีเซลออก เนื่องจากราคาส่วนต่างที่สูงในขณะนี้คือน้ำมันดีเซล จึงนำมาลบดีเซลออกอยู่ที่ 5 บาท/ลิตร และไม่นับของเดิมที่เคยลบ 2 บาท ซึ่งขณะนี้ก็คำนวณได้ว่าผลประโยชน์ส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านบาท ขณะที่ครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 5 พันล้าน รวมๆ เงินที่นำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันจากโรงกลั่นประมาณ 1 หมื่นล้านบาท”

ส่วนหนึ่งชดเชยกองทุนฯ

ผู้สื่อข่าวถามถึงการลดราคาหน้าโรงกลั่นจะส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นตัวเลขตั้งต้นราคาที่โรงกลั่น ซึ่งหมายความว่า จะเป็นไปได้ 2 ทาง คือ 1.นำเงินส่วนหนึ่งไปลดราคาที่หน้าปั๊ม หรือราคาขายปลีก 2.นำไปลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ เพราะตอนนี้กองทุนเป็นหนี้ติดลบกว่า 6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากไม่รีบใช้หนี้ ผู้ใช้น้ำมันอาจจะต้องใช้น้ำมันแพงขึ้นในอนาคต เพื่อนำเงินส่วนต่างมาคืนหนี้ที่ก่อไว้

ดังนั้นจะมีการบริหาร2 อย่างควบคู่กันไป สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้ ราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 บาท/ลิตร ซึ่งจะเห็นว่าไทยยังไม่มีการปรับราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊ม ดังนั้นกระทรวงจะนำเงินดังกล่าวมาบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้ราคาหน้าปั๊มอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยในเย็นวันนี้ (23 เม.ย.2569) จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อกำหนดราคาน้ำมันขายปลีกอีกครั้ง แต่ต้องรอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์อ้างอิงด้วย

หั่นค่ากลั่นแล้ว5บาท

นายเอกนัฏ ย้ำว่าการลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 ครั้งรวมเป็น 5 บาท/ลิตรในขณะนี้ ไม่ได้แปลว่าจะมีการลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากนี้ไปการพิจารณาปรับขึ้นหรือปรับลง จะไม่เป็นไปแบบกระชาก 5-6 บาท/ลิตร เหมือนที่ผ่านมา หรือปรับตัวลดลง 3/4 บาท/ลิตร ที่ถือเป็นการปรับขึ้นลงมากเกินไป โดยหลังจากนี้จะเป็นการทยอยปรับขึ้น/ลง และมีความคาดหวังว่าจะไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันอีก

กู้อีก2หมื่นล้านโปะโกงทุน

นอกจากนี้ กระทรวงยังได้เตรียมข้อมูลเพื่อเสนอรัฐบาลเพื่อขอกู้เงิน วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท สำหรับมาพยุงกองทุน แต่จะไม่ขอกู้เกินกรอบเพดานพระราชบัญญัติ (พ.น.บ.) กองทุนที่กำหนดเพดานกู้ไว้ไม่เกิน2 หมื่นล้านบาท จนทำให้กระทรวงการคลังต้องมาค้ำประกันเงินกู้ให้แต่อย่างใด

“การกู้อาจจะไม่ไปถึง 1-1.5 แสนล้านบาท เพราะจากกระทบต่อสถานะกองทุน และจะมีการพูดคุยกับเจ้าหนี้ของกองทุนให้มีการยืดหนี้ โดยการเจรจาให้ผู้ค้ายืดหนี้กองทุนออกไป กระทรวงจะพยามบริหารจัดการให้ดีขึ้น ที่ผ่านมากองทุนเคยติดลบต่อวัน 2.6 พันล้านบาท จะให้ขาดทุนหรือมีส่วนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย สักวันละ 100 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อให้กองทุนมีเงินไปคืนเจ้าหนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องกู้สูงกว่าระดับที่ พ.ร.บ.กองทุนกำหนดไว้ จนนำไปสู่การออก พ.ร.ก.เงินกู้ จน ให้กระทรวงการคลังมาค้ำประกันคืนหนี้“

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพยายามที่จะรักษาสถานะกองทุนให้อยู่ภาวะที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะรับมือไม่ไหว เพื่อเตรียมความพร้อมในการสู้รบแต่หากไม่มีและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ก็ยินดีจะทยอยปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มลง อีกทั้งยังพยายามดูแลการอุดหนุนราคาน้ำมันให้เกษตรกร รถบรรทุก ไรเดอร์ ที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพน้ำมัน B20 และ B7 ซึ่งรัฐบาลอุดหนุนมากกว่าน้ำมันประเภทปกติ

ต้องดูแลกลุ่มเปราะบาง

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 8 นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ต่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง ถึงความคืบหน้าในการหาข้อสรุปถึงการกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อประชาชนของ คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เนื่องจากเลยกรอบระยะเวลา 15 วันในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวแล้ว รวมถึงรัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไร ในการดึงเงินกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นอย่างน้อย 20,000 ล้านบาทคืนมาให้ประชาชน

นายเอกนิติ ตอบกระทู้ว่า ในส่วนของค่าการกลั่นไม่สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริง จึงได้มีการขอให้โรงกลั่นปรับค่าการกลั่นให้สอดคล้องความเป็นจริง ส่วนโรงกลั่นใดที่พบว่ามีราคาขายส่วนเกินจากต้นทุนที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงในเดือนมีนาคม ทาง คตร. เสนอแนะว่าให้ใช้พระราชกำหนดน้ำมันขาดแคลน 2516 ให้คณะกรรมการ กบง. เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ได้ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ได้นำเสนอเข้าสู่ ครม.และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกินในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือนเมษายนก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง

ไม่ลดภาษีสรรพสามิต

นายเอกนิติได้กล่าวไปถึง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตด้วยว่า ต้องดูความสมดุลระหว่างสถานะการคลังกับการดูแลประชาชน ในส่วนของน้ำมัน ก็พยายามใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาเสภียรภาพของราคา ชะลอให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ขณะที่ประเทศอื่นไม่ได้มีกลไกนี้ แต่ในส่วนของภาษีสรรพสามิตนั้นยอมรับว่าเป็นหนึ่งในรายได้หลัก ซึ่งการคลังยังต้องดูแลรายจ่ายอีกจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องดูแลฐานะการคลังให้มีรายได้เพียงพอต่อรายจ่ายในการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วน ทำให้ไม่สามารถลดภาษีสรรพสามิตได้

เดินหน้าสอบเรือน้ำมัน

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า วันนี้คณะพนักงานสอบสวน นัดหมายกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเจ้าของเรือ 3 แห่งมาให้ข้อมูลในฐานะพยาน

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า สำหรับการให้ปากคำชี้แจงของ 2 บริษัทเจ้าของเรือ อันประกอบด้วย 1.บริษัท บิ๊กซี จำกัด - BIG SEA CO.,LTD และ 2.บริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด - TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 มีข้อมูลสอดรับว่า อาจเป็นการแล่นเรือประวิงเวลาในน่านน้ำทะเลนั้น

แจ้งเหตุผลทางเทคนิค

ส่วนใหญ่เท่าที่มีการสอบสวนมา ข้อเท็จจริงที่ตรงกันคือข้อมูลทางเทคนิค เพราะมีการใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติจริง แต่เหตุผลที่ให้นั้น จะเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด ก็ต้องนำไปตรวจสอบขยายผลต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุปัจจัยเรื่องเครื่องจักรเรือไม่ทำงาน หรือกรณีเรื่องอุทกศาสตร์เรื่องร่องน้ำ ก็เป็นหน้าที่ที่คณะพนักงานสอบสวน ต้องนำไปตรวจสอบด้วย คำให้การของพยานบริษัทเจ้าของเรือ 2 แห่งในภาพรวมก็ยืนยันในเรื่องของร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง และเครื่องจักรเสีย ยืนยันว่าเราพร้อมรับฟังคำชี้แจง เพราะทางบริษัทฯ ก็ได้นำพยานเอกสารมาประกอบการชี้แจงด้วยเช่นกัน

นำคำให้การไปตรวจสอบ

“ส่วนคำให้การของพยานเชื่อได้เลยหรือไม่นั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำเอาไปตรวจสอบ เพราะเรื่องร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่งกรมเจ้าท่าจะสามารถให้คำอธิบายได้” พ.ต.ต.วรณัน กล่าว

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ส่วนคำให้การชี้แจงของพยานอาจจะมีลักษณะว่าไม่ได้ต้องการให้เรือขนส่งน้ำมันของตัวเองต้องส่งน้ำมันล่าช้า เพราะก็จะทำให้เสียประโยชน์ทางธุรกิจเช่นเดียวกันนั้น ตามสมมติฐานก็เป็นเช่นนั้น แต่ก็ต้องดูว่าล่าช้าด้วยเหตุผล หรือได้ประโยชน์อะไรจากการที่เรือแล่นล่าช้าหรือไม่ เพราะหากดูจาก 99 เที่ยวเรือ ตามข้อมูลของ ศรชล. ก็ไม่ได้มีเที่ยวเรืออื่นแล่นล่าช้าเหมือนกับ 20 เที่ยวเรือดังกล่าว

ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวอีกว่า สำหรับที่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่า น้ำมันที่อยู่ในเรือขนส่งน้ำมันกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตรนั้น แท้จริงอาจไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นเพราะเรือที่บรรทุกขนส่งน้ำมัน ไม่ได้บรรทุกน้ำมันเต็มอัตราตามที่มีการกำหนด เบื้องต้นเท่าที่ตรวจสอบข้อมูล รูปแบบของเรือทั้ง 20 เที่ยวเรือค่อนข้างมีหลายรูปแบบ

แต่พบพิรุธเช่นการปิดระบบสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งก็เป็นข้อสงสัยว่าเป็นการปิดโดยจงใจ หรือระบบมีปัญหาหรือไม่ ส่วนในประเด็นของการผ่องถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ ยอมรับว่ามีจริงตามที่ ศรชล. พบข้อมูล แต่จะเป็นในช่วงวันเวลาใด อยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบ

ดูรายละเอียดเสียภาษี

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวอีกว่า ขณะที่การเสียภาษีทางศูนย์ประสานงานฯ ดำเนินการตรวจสอบอยู่ แต่กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค จะตรวจสอบในเรื่องของพฤติการณ์เรือและบริษัทเจ้าของเรือ ส่วนบริษัทเจ้าของเรือให้การยอมรับหรือไม่ว่า เรือของตัวเองได้เข้ารับน้ำมันเต็มอัตราจริงจากโรงกลั่นนั้น ทางบริษัทเจ้าของเรือก็นำเอาพยานเอกสารมาชี้แจงแล้ว

เดินเรือช้าผิดกม.หรือไม่

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า เรามีหน้าที่ค้นหาความจริง เพราะทุกครั้งที่น้ำมันออกจากคลังน้ำมัน ก็จะมีหลายหน่วยงานหลายฝ่ายที่จะมีเอกสารข้อมูล ทั้งเรื่องการขนส่งน้ำมัน ทั้งเรื่องการจ่ายภาษีจ่ายน้ำมันออกไป ผู้ส่งมีสิทธิขนส่งหรือไม่ หรือปริมาณการแจ้งขนส่งน้ำมันมีเท่าใด และปริมาณที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมันสอดคล้องกันหรือไม่ทั้งหมดเหล่านี้ต้องนำมาเปรียบเทียบคู่ขนานกัน ทั้งกรณี Ship to ship ว่าเป็นเรื่องของการขนส่งน้ำมันจริงหรือไม่ ก็ต้องไปขยายผลดูให้ชัดเจน ฉะนั้น 20 เที่ยวเรือดังกล่าวปลายทางมันชัดอยู่แล้วว่าต้องไปคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

แต่ที่เราสงสัยคือการแล่นเรือช้า มันมีเหตุทางอาญาหรือไม่ เพราะน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 หากมีความต้องการเยอะในส่วนของการอุปโภคบริโภค แต่กลับขนส่งล่าช้าโดยตั้งใจ หรือตั้งใจประวิง ปฏิเสธการส่งมอบ ส่วนเหล่านี้จะเป็นความผิดทั้งหมดได้ เพราะมันไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจเรื่องราคาอย่างเดียว เพราะราคาไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของเจตนาการประวิงส่งมอบมากกว่า

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top