วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
‘ศุภจี’เปิดโรดแมป ดันราคา‘ข้าว’ตันละ8พัน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 โดยมีตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วมสะท้อนปัญหาของภาคเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง
นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรโดยเฉพาะข้าวต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่เราต้องทำคือทำงานแบบบูรณาการ กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ ต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
“ได้รับข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย บางเรื่องดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที” นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า ในส่วนต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 400-700 กิโลกรัม (กก.) ต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งผลิตได้ถึง 1,500 กก.ต่อไร่ จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร
สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ รวมถึงพัฒนาแบรนด์และการตลาด การแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ เป็นต้น
ส่วนปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้วางแผนดูดซับผลผลิตส่วนเกินได้แม่นยำ นอกจากนี้ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่ 7 ล้านตัน โดยพร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น ขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงซื้อขาย
“ระยะสั้นจะใช้กลไกซื้อนำตลาดเพื่อพยุงราคา ระยะกลางมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวผ่านการแปรรูป และระยะยาวจะปรับโครงสร้างการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยตั้งเป้าผลักดันราคาข้าวเปลือกให้ปรับตัวดีขึ้นจากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ 6,000-7,000 บาทต่อตัน ไปสู่ระดับ 8,000 บาทต่อตัน” นางศุภจี กล่าว
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมเตรียมจัดโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร โครงการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2569 ระยะแรกจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง โดยเดือนพฤษภาคมกำหนดจัดแล้ว 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปพื้นที่อื่นในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
ส่วนนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้ยื่นหนังสือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้กับนางศุภจี พร้อมขอบคุณที่รัฐบาลลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยตรง เชื่อว่าข้อเสนอจะถูกนำไปแก้ปัญหาได้ โดยสมาคมเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1.พยุงราคาข้าวเปลือกไม่ให้ต่ำกว่าต้นทุน 2.ลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยและพลังงาน 3.พัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงกับตลาด และ 4.บริหารจัดการน้ำรองรับความเสี่ยงภัยแล้ง เพื่อแก้ปัญหาภาคข้าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี