542.jpg
ไทยลั่นเป็นกลาง สู้ศึกการค้า2ขั้ว‘สหรัฐ-จีน’

ไทยลั่นเป็นกลาง สู้ศึกการค้า2ขั้ว‘สหรัฐ-จีน’

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.45 น.

ไทยลั่นเป็นกลาง สู้ศึกการค้า2ขั้ว‘สหรัฐ-จีน’

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s Golden Opportunity : โอกาสทองประเทศไทยในโลกยุคใหม่” ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการแข่งขันของขั้วอำนาจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งต่างใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ สหรัฐใช้มาตรการภาษีและการเจรจาการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญ ขณะที่จีนยังให้ความสำคัญกับการค้าเสรีและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ไทย จำเป็นต้องปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป


นางศุภจี กล่าวว่า สหรัฐยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย ดังนั้นไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้ง 2 ฝ่าย โดยยึดหลักการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit หรือ Joint Benefit) ไม่ใช่เอาเปรียบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า

ในส่วนของความร่วมมือกับจีน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้านำเข้าให้มีมาตรฐาน ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ผ่านการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จ้างแรงงานไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตรของไทย ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกร ถือเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อไทยและคู่ค้า

นอกจากการรักษาตลาดเดิมแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน ทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา ละตินอเมริกา และผลักดันการเจรจา FTA กับประเทศที่มีศักยภาพ เช่น แคนาดา และเกาหลีใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออกไทย

“ไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีทำเลเป็นศูนย์กลางภูมิภาคเอเชีย และมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากทั่วโลก โดยรัฐบาลจะใช้ศักยภาพดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การส่งออกของไทย 5 เดือนแรกปี 2569 เติบโตสูง สะท้อนว่าการกระจายตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้จุดแข็งของประเทศ กำลังเดินมาถูกทิศทาง รัฐบาลจึงปรับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจจาก Just in Time ไปสู่ Just in Case ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นในฐานะประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มากกว่าแข่งขันด้านต้นทุน พร้อมใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหารเป็นยุทธศาสตร์สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ในบริบทดังกล่าว “ทองคำ” จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกต่อไป แต่มีบทบาทเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ทั้งในฐานะสินทรัพย์ของประชาชน สินทรัพย์สำรองของประเทศ สินทรัพย์เพื่อการลงทุนระดับโลก รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ จึงเป็นทั้ง Legacy Asset และ Future Material ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน แต่ยังมีความเสี่ยงตามภาวะตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เข้าใจความเสี่ยง และลงทุนผ่านผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพราะหัวใจสำคัญของการลงทุนคือความรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top