วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ” (5 พฤษภาคม 2569) ครั้งที่ 3 จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิด “Unlocking The New Route : ปลดล็อกความรู้ กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายโอกาสทางธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ว่า การสัมมนาในครั้งนี้เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินอันทรงพลังที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น สิทธิเรียกร้อง สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือแม้แต่ทรัพย์สินทางปัญญา มาแปลงเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน ช่วยเปลี่ยน “สินทรัพย์” ให้เป็น “เงินทุน” เพิ่ม “สภาพคล่อง” พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ SMEs โดยไม่ต้องพึ่งพาหลักทรัพย์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว ภายในงาน กรมฯ ได้ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ ให้คำปรึกษาแบบครบวงจร (One-Stop Service)
และยังมีเวทีสัมมนาพิเศษที่รวบรวมเหล่าผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากภาครัฐและภาคการเงินมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง (Success Stories) ในการนำกฎหมายฉบับนี้ไปใช้งาน นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำโซลูชันไปปรับใช้กับธุรกิจของตนได้ทันที โดยไฮไลท์พิเศษของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ คือ การพาผู้เข้าร่วมสัมมนาเยี่ยมชมศึกษาดูงาน ณ สำนักงานบังคับคดี จังหวัดขอนแก่น เพื่อร่วมเปิดโอกาสในการเรียนรู้กระบวนการบังคับคดีหลักประกันทางธุรกิจ รวมไปถึงกระบวนการขายทอดตลาดโดยวิธีการประมูลทรัพย์สินอีกด้วย
นอกจากนี้ กรมฯ เตรียมเดินหน้าขยายการจัดสัมมนาสู่ภูมิภาคต่อเนื่อง โดยมีหมุดหมายถัดไปในภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางการเงินและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เข้าถึงมือผู้ประกอบการในท้องถิ่น มุ่งสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากเพื่อให้ SME ไทยขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
“จังหวัดขอนแก่น ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งด้านโลจิสติกส์ การค้าและบริการ การเร่งยกระดับความรู้และนวัตกรรมทางการเงินให้ผู้ประกอบการในพื้นที่จะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงสินเชื่อ กระตุ้นการลงทุนใหม่ และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจในท้องถิ่นสามารถขยายกิจการได้เร็วขึ้น เตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นความรู้ด้านกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของ SME ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างกระแสเงินทุนหมุนเวียนที่คล่องตัว และเป็นรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง” รองอธิบดีจิตรกรฯ กล่าวสรุป
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 15 เมษายน 2569) มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจมากกว่า 914,626 คำขอ คิดเป็นมูลค่ากว่า 22,935,203 ล้านบาท โดยทรัพย์สิน 3 ประเภทที่ธุรกิจนำมาใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด คือ 1. สิทธิเรียกร้อง (สิทธิในบัญชีเงินฝาก) 2. สังหาริมทรัพย์ และ 3. ทรัพย์สินทางปัญญา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกฎหมายดังกล่าวในการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจไทย
-031
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี