533.jpg
เม.ย.ตลาดหุ้นพุ่ง 3.15% ‘3กลุ่มหลักทรัพย์’ ดีกว่า SET Index

เม.ย.ตลาดหุ้นพุ่ง 3.15% ‘3กลุ่มหลักทรัพย์’ ดีกว่า SET Index

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.35 น.

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนเมษายน 2569  นั้น พบว่า ณ. สิ้นเดือนเมษายน SET Index ปิดที่ 1,493.69 จุด เพิ่มขึ้น 3.15% จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค และเพิ่มขึ้น 18.58% จากสิ้นปี 2568 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร  ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 58,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 63,646 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ในเดือนเมษายน 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2,513 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 ยังคงมียอดซื้อสุทธิ 16,638 ล้านบาท และ ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.43% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.68% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.53% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.37% และ มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 1 บริษัทได้แก่ บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX)  ด้านForward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 15.16 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.96 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.05 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 17.31 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 4.42% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.76%


นอกจากนี้ในเดือนเมษายน 2569 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 383,982 สัญญา ลดลง 46.22% จากเดือนก่อนหน้า ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures  และ Single Stock Futures ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 561,575 สัญญา เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

“เศรษฐกิจไทยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรองรับแรงกระแทกได้ดี โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออกที่ขยายตัว เสถียรภาพทางการคลัง และฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง สะท้อนผ่านการที่มูดี้ส์ (Moody's Ratings) ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) ของประเทศไทยสู่ “มีเสถียรภาพ" (Stable) จาก "เชิงลบ" (Negative) นอกจากนี้ ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 12 เดือนข้างหน้าถูกปรับขึ้นเล็กน้อย นำโดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับราคาพลังงาน “นายศรพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ จากหลายสำนักมองตรงกันว่า อุตสาหกรรมสายการบินในระยะสั้นยังมี “ความเสี่ยงสูง” และแนะนำให้ “นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุน” ในหุ้นกลุ่มดังกล่าวไปก่อนในระยะสั้น ทั้งปัจจัยที่กดดันมาจากต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมัน Jet Fuel ปีนี้จะอยู่ในช่วง 125-135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน และยากต่อการบริหารกำไร แม้ผู้ประกอบการจะพยายามปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร แต่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เต็มที่ เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นจะกดดีมานด์ และทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลง หากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดจากประมาณการเดิม 34 ล้านคน เหลือ 31-32 ล้านคน จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มสายการบินมากที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มสนามบิน และโรงแรม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top