533.jpg
Ferrari Luce รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ม้าลำพอง ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้า 100% เริ่มที่ 21 ล้าน

Ferrari Luce รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ม้าลำพอง ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้า 100% เริ่มที่ 21 ล้าน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

นี่คือจุดเปลี่ยนเกมครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Ferrari (เฟอร์รารี่) กับการเปิดตัว "Ferrari Luce" (เฟอร์รารี่ ลูเช่) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) รุ่นแรกของค่าย ซึ่งชื่อรุ่น "Luce" ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า "แสงสว่าง" สื่อความหมายถึงการเป็นยนตรกรรมที่จะเข้ามาส่องแสงนำทางแบรนด์ม้าลำพองไปสู่อนาคตใหม่ โดยตัวรถมาพร้อมราคาเปิดตัวในยุโรปที่ 550,000 ยูโร (ประมาณ 20.8 ล้านบาท ไม่รวมภาษีนำเข้า) พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้านาน 8 ปี และโปรแกรมบำรุงรักษาฟรี 7 ปี

การฉีกกฎเกณฑ์การออกแบบ ปรัชญา "Contamination" โดย Jony Ive


ในขณะที่ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าค่ายอื่นมักจะยึดติดกับกรอบเดิมๆ ด้วยการออกแบบทรวดทรงเลียนแบบรถเครื่องยนต์วางกลางลำ (Mid-engined) แต่ Ferrari เลือกที่จะทุบโต๊ะและปฏิเสธแนวทางดังกล่าว โดย Benedetto Vigna ซีอีโอ และ Matteo Lanzavecchia หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ ระบุว่าการนำโครงสร้างรถเครื่องวางกลางลำมาทำอีวี โดยแค่ยกเครื่องยนต์ออกแล้วแทนที่ด้วยแบตเตอรี่ ถือเป็น "ทางตัน" ที่ไม่ได้ประโยชน์ทั้งในแง่จุดศูนย์ถ่วงหรือค่าโมเมนต์ความเฉื่อย

Ferrari จึงโชว์ความอัจฉริยะด้วยการดึงตัว LoveFrom เอเจนซี่ดีไซน์ระดับโลก นำโดย Sir Jonathan Ive (Jony Ive) อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบของ Apple มาร่วมพลิกโฉมงานดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้แนวคิด ‘Contamination’ (การรับเอาสิ่งแปลกใหม่ข้ามสายพันธุ์เข้ามาผสมผสาน) จนเกิดเป็นบรรทัดฐานใหม่ (New Paradigm)

มิติตัวถัง โครงสร้าง และนวัตกรรม "95% New Parts"

Luce ถูกคิดใหม่ทำใหม่หมดจนชิ้นส่วนกว่า 95% เป็นชิ้นส่วนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ตัวรถมาในรูปแบบตัวถังท้ายลาด 5 ประตู (Hatchback/Fastback) ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานและการรีดลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสุด

มิติตัวถัง: ความยาว 5,026 มม., ความกว้าง 1,999 มม. (ไม่รวมกระจกมองข้าง), ความสูง 1,544 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,961 มม.

น้ำหนักตัวรถ: 2,260 กก. (ถือเป็นรถที่หนักที่สุดของ Ferrari แต่เป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับสัดส่วนรถที่ยาวถึง 5 เมตร)

พื้นที่สัมภาระ: ความจุห้องเก็บสัมภาระท้าย 597 ลิตร รองรับผู้โดยสารได้ถึง 5 ที่นั่ง

โครงสร้างแชสซีส์: เลือกใช้วัสดุอะลูมิเนียมรีไซเคิลสูงถึง 75% ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ในกระบวนการผลิต

จุดศูนย์ถ่วงต่ำเป็นพิเศษ: การผสานแพ็กแบตเตอรี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวถัง (Cell-to-Chassis) นอกจากจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการทนต่อแรงบิดตัว (Torsional Rigidity) แล้ว ยังช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงลดต่ำลงกว่ารุ่น Purosangue ถึง 95 มิลลิเมตร

 

ขุมพลังระดับสัตว์ร้าย และสมรรถนะกระชากวิญญาณ

ตัวรถพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรมแรงดันไฟสูง 800 โวลต์ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 4 ตัว แยกหมุนและควบคุมอิสระแบบ 1 มอเตอร์ต่อ 1 ล้อ

พละกำลังรวมสูงสุด: 1,035 - 1,050 แรงม้า

แรงบิดสูงสุด: 990 นิวตันเมตร โดยสามารถส่งถ่ายลงสู่ล้อได้สูงสุดถึง 11,500 นิวตันเมตร

การแบ่งกำลังมอเตอร์:  มอเตอร์คู่หน้า ให้กำลัง 282 แรงม้า ปั่นรอบได้จัดถึง 30,000 รอบต่อนาที และปลดปล่อยพลังงานจาก 0 ถึงขั้นสุดได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที มอเตอร์คู่หลัง รับหน้าที่เป็นแบ็คอัพขาโหด จ่ายกำลังสูงถึง 831 แรงม้า โดยเฉพาะที่ล้อคู่หลังมีแรงบิดสะใจพิกัดสูงถึง 8,000 นิวตันเมตร (5,900 ปอนด์-ฟุต)

แบตเตอรี่: แพ็คแบตเตอรี่ชนิด NMC ความจุ 122 kWh คิดค้นและผลิตโดย Ferrari ในเมืองมาราเนลโล วิ่งได้ระยะทางกว่า 530 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง รองรับการชาร์จกระแสตรง (DC Fast Charging) สูงสุด 350 kW

ตัวเลขสมรรถนะ

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ภายใน 2.5 วินาที

อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: ภายใน 6.8 วินาที

ความเร็วสูงสุด (Top Speed): 309 - 310+ กม./ชม.

ระบบควบคุมแชสซีส์อัจฉริยะ และการจำลองอารมณ์ดิบแบบสันดาป

Luce มอบขีดความสามารถในการควบคุมทุกล้ออย่างอิสระครอบคลุมทั้ง 3 แกนการเคลื่อนที่ (แนวราบ, แนวตรง, แนวดิ่ง) โดยมีไฮไลท์เทคโนโลยีดังนี้:

Vehicle Control Unit (VCU): สมองกลส่วนกลางคอยเฝ้าสแกน คำนวณ และส่งคำสั่งปรับเปลี่ยนเป้าหมายการกระจายแรงบิดและการตอบสนองของตัวรถในแนวราบด้วยความถี่สูงถึง 200 ครั้งต่อวินาที

Side Slip Control X (เวอร์ชัน 10.0): ระบบควบคุมการลื่นไถลเวอร์ชันล่าสุด ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า, ระบบเฟืองท้ายเสมือน (Virtual Diff) และระบบกระจายแรงบิดอิสระ 4 ล้อ (Torque Vectoring) เพื่อความแม่นยำในการเข้าโค้ง

Torque Shift Engagement: ระบบที่ใช้ Paddle Shift เพื่อจำลองแรงหน่วงจากเครื่องยนต์ (Engine Braking) และสร้างการตอบสนองที่ดุดันผ่านการจ่ายแรงบิดแบบไล่ระดับ (Progressive Torque) ให้ความรู้สึกในการควบคุมและจังหวะเข้าโค้งเหมือนรถเครื่องยนต์สันดาป

e-Manettino: ระบบปรับโหมดจัดการพลังงานและระยะทาง 3 โหมด ประกอบด้วย Range (เน้นประหยัด), Tour (สมดุล) และ Performance (สมรรถนะสูงสุด) ทำงานคู่กับปุ่มปรับแชสซีส์ Manettino 5 ตำแหน่งแบบดั้งเดิมบนพวงมาลัย

ช่วงล่างแบบ Active และระบบเบรก: เบรกคาร์บอนเซรามิกประสิทธิภาพสูง จานหน้าขนาด 390 มม. และจานหลัง 372 มม. ทำงานร่วมกับระบบเบรกแบบสะสมพลังงาน (Regen) พร้อมนวัตกรรมลูกปืนดุมล้อแบบใหม่ที่ลดแรงต้านการหมุน

ระบบเสียงคำรามสไตล์ "กีตาร์ไฟฟ้า": ติดตั้งระบบเซนเซอร์วัดความเร่งที่มีความแม่นยำสูง (Precision Accelerometer) ไว้ที่กึ่งกลางเพลา เพื่อดักจับทุกแรงสั่นสะเทือนจากการหมุนของชิ้นส่วนต่างๆ นำสัญญาณมาปรับแต่งและขยายเสียงให้ออกมาเร้าใจ โดยระบบจะแผดเสียงทำงานทันทีเมื่อเข้าสู่ Performance mode

ซับเฟรม (Subframe) แบบจุดยึดยืดหยุ่น: เป็นครั้งแรกของแบรนด์ที่มีการนำระบบยึดซับเฟรมแบบ Elastically Mounted มาใช้เพื่อลดแรงสั่นสะเทือน เสียงรบกวน และความกระด้าง (NVH) ให้ห้องโดยสารเงียบและนุ่มนวลในโหมดขับขี่ปกติ

งานดีไซน์ภายนอกและภายในระดับมาสเตอร์พีซ

ภายนอกของ Luce ล้ำยุคราวกับยานอวกาศ ตัวรถใช้วิธีคิดแบบ "รถที่ซ้อนอยู่ข้างในรถ" โดยออกแบบห้องโดยสารให้ถูกโอบล้อมด้วยโครงสร้างตัวถังภายนอกอีกชั้นหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงทรงกล่องชิ้นเดียว (Monobox) ที่มักทำลายสัดส่วนที่สวยงาม

เอกลักษณ์ภายนอก: ประตูบานหลังแบบเปิดย้อน (Rear-hinged), เสา C แบบ ‘Flying Bridge’, บานกระจกบังลมด้านหน้าที่ลาดเอียงเทรวมเป็นชิ้นเดียวลงมาจนถึงฝากระโปรง และสิ้นสุดตรงใต้จมูกรถแบบลอยตัว (Floating Nose) ตัวรถแทบจะไม่มีรอยต่อของตะเข็บตัวถัง (Shutlines) ให้เห็น

การเก็บรายละเอียดอย่างประณีต: ชุดไฟหน้า LED ทรงเพรียวบาง มีช่องดักลมด้านล่างเพื่อส่งอากาศไปยังระบบปรับอากาศ (HVAC) ใบปัดน้ำฝนถูกซ่อนไว้ที่ขอบกระจกสองฝั่งอย่างมิดชิดเพื่อความลู่ลมสูงสุด ล้อคู่หน้าขนาด 23 นิ้ว และล้อคู่หลังขนาดมหึมาถึง 24 นิ้ว

ภายในห้องโดยสาร: เน้นความหรูหราควบคู่ไปกับความยั่งยืน ใช้วัสดุอะลูมิเนียมชุบผิวรีไซเคิล, หนังแท้เกรดพรีเมียม และกระจก Corning Gorilla Glass ที่ทนทาน แผงคอนโซลผสมผสานปุ่มกดและสวิตช์กลไกเข้ากับหน้าจอดิจิทัลมัลติฟังก์ชันที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ Samsung Display โดยแยกสัดส่วนฟังก์ชันการใช้งานอย่างชัดเจน ตำแหน่งคนขับถูกร่นมาทางด้านหน้าใกล้เพลาล้อหน้า เพื่อมอบทัศนวิสัยและการควบคุมที่เฉียบคม

มุมมองการตลาดและมูลค่าในฐานะ "Collectible Item"

แม้ว่ากระแสต่อต้านจากกลุ่ม Purist (กลุ่มอนุรักษ์นิยม) อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคารถซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าในตลาดมือสองค่อนข้างเจ็บตัวหนัก แต่สำหรับ Ferrari Luce มีกลไกพิเศษที่จะเข้ามาช่วยพยุงราคา:

  1. ความเป็น "รุ่นแรกในประวัติศาสตร์": การเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกของแบรนด์ม้าลำพอง ย่อมสร้างคุณค่าในแง่ประวัติศาสตร์ยานยนต์
  2. ลายเซ็นของ Jony Ive: งานดีไซน์ร่วมกับ LoveFrom เพิ่มมูลค่าในแง่ของสะสม (Collectible Item) ในระยะยาว
  3. ระบบบริหารจัดการโควตาที่เข้มงวด: Ferrari มักจะจำกัดจำนวนการผลิตหรือคัดเลือกโปรไฟล์ลูกค้าอย่างเข้มงวด ทำให้รถไม่ล้นตลาด
  4. การเปิดรับกลุ่มเป้าหมายใหม่: Ferrari คาดการณ์ว่า Luce จะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ที่เป็นกลุ่มมหาเศรษฐียุคเทคโนโลยี ซึ่งไม่เคยซื้อรถของ Ferrari มาก่อน ให้เข้ามาสู่แบรนด์ได้อย่างเป็นปรากฏการณ์

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top