537.jpg
‘พิพัฒน์’จ่อชง ครม.เพิ่ม‘พนักงานรถไฟ’ 2,850 อัตรา ‘สร.รฟท.’สะท้อน 5 วิกฤต

‘พิพัฒน์’จ่อชง ครม.เพิ่ม‘พนักงานรถไฟ’ 2,850 อัตรา ‘สร.รฟท.’สะท้อน 5 วิกฤต

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

‘พิพัฒน์’จ่อชง ครม.เพิ่ม‘พนักงานรถไฟ’ 2,850 อัตรา ทบทวนข้อจำกัดการรับบุคลากร พร้อมเร่งใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพย์สิน ฟื้นฟูองค์กรสู่ความยั่งยืน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วานนี้ (11 มิถุนายน 2569) ได้เข้าร่วมงานเสวนา “การแก้ไขปัญหาและพัฒนากิจการรถไฟอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และสมาพันธ์แรงงานแห่งชาตินอร์เวย์ (LO-Norway) เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทยให้มีความมั่นคง ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว


ทั้งนี้ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า กิจการรถไฟไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความปลอดภัยในการเดินรถ ความสามารถในการแข่งขัน และการให้บริการประชาชน โดยสามารถสรุปเป็น “5 วิกฤตกิจการรถไฟไทย” ได้แก่ วิกฤตอัตรากำลังและความปลอดภัยในการเดินรถ วิกฤตการขาดแคลนรถจักร ล้อเลื่อน และทรัพย์สินด้านการเดินรถ วิกฤตหนี้สินและภารกิจบริการสาธารณะ (PSO) วิกฤตการบริหารจัดการและการลงทุนเพื่ออนาคต และวิกฤตการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรางยุคใหม่

อย่างไรก็ดีรัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กว่า 70% ยังเป็นทางเดี่ยว รถจักรและตู้โดยสารที่มีอายุการใช้งานยาวนาน รวมถึงการขาดแคลนบุคลากร โดยปัจจุบันการรถไฟฯ มีเครือข่ายทางรถไฟกว่า 4,100 กิโลเมตร แต่มีบุคลากรลดลงจากกว่า 20,000 คน เหลือประมาณ 8,000 คน ส่งผลให้พนักงานต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นและอาจกระทบต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอการเพิ่มกรอบอัตรากำลังของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 2,850 อัตรา เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในสายงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควบคู่กับการทบทวนข้อจำกัดด้านการบริหารอัตรากำลังที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานขององค์กร

ขณะเดียวกัน รัฐบาลตระหนักดีว่าภาระหนี้สะสมของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินภารกิจบริการสาธารณะ (Public Service Obligation : PSO) ที่ต้องให้บริการประชาชนในอัตราค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุน โดยปัจจุบันมีต้นทุนการเดินรถเฉลี่ยกว่า 3 บาทต่อคนต่อกิโลเมตร ขณะที่อัตราค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 24 สตางค์ต่อคนต่อกิโลเมตร สะท้อนบทบาทสำคัญของการรถไฟฯ ในการสนับสนุนการเดินทางและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ

นายพิพัฒน์ ระบุว่า รัฐบาลมีเป้าหมายในการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟฯ ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพย์สินของการรถไฟฯ ผ่านการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ การยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับในระยะสั้น ภายใน 1 ปี รัฐบาลเตรียมผลักดันการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการรับพนักงานใหม่ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังในสายงานสำคัญ อาทิ พนักงานขับรถ ช่างเครื่อง นายสถานี วิศวกร และบุคลากรด้านการบำรุงรักษา พร้อมจัดตั้งกองทุนพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากร (Reskill/Upskill) เพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบรางสมัยใหม่ รวมถึงผลักดันการเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทาง

ในระยะยาว 3–5 ปี รัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับการรถไฟฯ สู่การเป็นองค์กรระบบรางแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพบุคลากร เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนาธุรกิจระบบรางในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟผ่านขบวนรถและเส้นทางที่มีศักยภาพ อาทิ KIHA 183 และ Royal Blossom รวมถึงการอนุรักษ์และบำรุงรักษาขบวนรถจักรไอน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

“เป้าหมายการพัฒนาโครงข่ายระบบรางของประเทศว่า ภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ประเทศไทยควรมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” รมว.คมนาคม กล่าว

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การรถไฟฯ ได้ศึกษาภาระทางการเงินจากการรับพนักงานใหม่ จำนวน 2,850 อัตราแล้ว พบว่าอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถบริหารจัดการได้ และไม่ถือเป็นภาระทางการเงินที่สูงเกินไป เนื่องจากปัจจุบันพนักงานต้องพึ่งพาการปฏิบัติงานล่วงเวลา (OT) ในสัดส่วนสูง โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของเงินเดือน การเพิ่มบุคลากรจึงจะช่วยลดภาระงานของพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกำลังคน และรองรับการขยายตัวของระบบรางในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top