พาณิชย์ เปิดมิติใหม่การสร้างอาชีพ! ผุดโมเดลลดต้นทุนรัฐช่วย 50% ควบคู่สิทธิประโยชน์ทำเลทอง
วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ขนทัพแฟรนไชส์มาตรฐาน จัดใหญ่โครงการ "ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ประชาชน ด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน นับเป็นมิติใหม่ในการสร้างอาชีพ และพลิกโฉมธุรกิจแฟรนไชส์ไทยผ่านระบบ ‘ถุงเงิน’ มุ่งเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ร่วมจ่าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ เพื่อการันตียอดขายและฐานลูกค้า นำไปสู่ความยั่งยืนเศรษฐกิจชุมชน พร้อมกำหนดจัดงานประชาสัมพันธ์โครงการฯ วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการ "ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" เป็นมาตรการเชิงรุกที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้เห็นชอบร่วมกับ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าบูรณาการความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคีเครือข่าย เพื่อลดภาระต้นทุน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน โดยผู้ที่สนใจซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ (Franchisee) จะได้รับสิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนสำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย
ด้านที่ 1: มาตรการร่วมจ่ายจากภาครัฐ (รัฐช่วยจ่าย 50%) ช่วยเหลือผู้สนใจที่จะมีอาชีพ โดยรัฐบาลจะอุดหนุนเงินทุนร่วมจ่ายค่าแพ็กเกจแรกเข้าให้ครึ่งหนึ่งทันที สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับแพ็กเกจแฟรนไชส์ราคาไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน
ด้านที่ 2: การสนับสนุนทำเลค้าขายและยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ 6 เดือน โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ในการเปิดพื้นที่ทำเลศักยภาพในเครือโลตัส และแม็คโคร กว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับการยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ฟรีในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งสามารถลดต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ด้านที่ 3: การสนับสนุนแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และการค้ำประกันสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เพื่อลดความกังวลด้านเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการ กรณีเงินลงทุนไม่เพียงพอ โดยมีสถาบันการเงินชั้นนำพร้อมให้การสนับสนุนสินเชื่ออัตราพิเศษ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน รวมถึง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมคอยค้ำประกันให้
อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ ประชาชนสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1. การเลือกและติดต่อธุรกิจ ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพจากกรมฯ ได้ที่เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th เพื่อติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchisor) ได้โดยตรง 2. การชำระเงินงวดแรก ชำระเงินส่วนแรกผ่านบริการ Bill Payment ของธนาคารกรุงไทย และ 3. การจัดตั้งสาขาและรับเงินสนับสนุน เมื่อเริ่มจัดตั้งสาขาและส่งหลักฐานประกอบครบถ้วนตามเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแฟรนไชส์ซอร์มายังกรมฯ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์จะต้องลงทะเบียน SME ONE ID ของ สสว. และดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ในตอนท้าย ”
“ความพิเศษของโครงการในครั้งนี้ คือการเปิดมิติใหม่ในการสร้างอาชีพ นำระบบแฟรนไชส์ที่เจ้าของธุรกิจได้พิสูจน์แล้วจนประสบความสำเร็จมาเป็นพี่เลี้ยงในการประกอบธุรกิจ รวมถึงอยากเชิญชวนผู้สนใจรีบสมัครร่วมโครงการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (เริ่มโครงการ 1 กรกฎาคม 2569) เพื่อจะได้สมัครเป็นร้านค้าในโครงการ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ร่วมจ่าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ของรัฐบาล มาตรการดังกล่าวจะช่วยการันตียอดขายและสร้างฐานลูกค้าที่แน่นอนให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์ตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถดึงกำลังซื้อจากนโยบายภาครัฐมาขับเคลื่อนร้านค้าในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในโอกาสนี้ กรมฯ กำหนดจัดการประชาสัมพันธ์โครงการครั้งใหญ่ (Kick Off) ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เพื่อขับเคลื่อนความฝันในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ และร่วมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจของประเทศต่อไป” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
-032