วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทย และขานรับนโยบาย “ข้าวประณีต”ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเปลี่ยนผ่านจาก “การขายปริมาณ” ไปสู่ “การขายคุณค่า”
โดยปัจจุบันไทยใช้พื้นที่ปลูกข้าวสูงถึง 43.3% ของพื้นที่ทำการเกษตร หรือคิดเป็น 74.7 ล้านไร่ ครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน ประมาณ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ โดยการปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวขาว) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 8 ล้านไร่ ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ ในปี 2568 สวนทางกับราคา ทำให้ไทยตกอยู่ในกับดักการผลิตเชิงปริมาณ สนค.จึงมีแผนผลักดันกลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” (Demand-Driven) ส่งเสริมการค้าข้าวมูลค่าสูง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายส่วนเพิ่มให้กับสินค้าที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ สนค.ได้มีการจำแนกข้าวมูลค่าสูงเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามฟังก์ชันที่ตลาดโลกต้องการ 1.กลุ่มข้าวรักษ์โลก มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ข้าวยั่งยืน ที่ผลิตตามมาตรฐานสากล (SRP) ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และข้าวอินทรีย์ ที่ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ ,2.กลุ่มข้าวเรื่องราว เน้นคุณค่าจากแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปัจจุบันไทยมีข้าวขึ้นทะเบียน GI แล้ว 24 รายการ และข้าวพันธุ์พื้นเมือง/ข้าวดอย ที่มีรสชาติเอกลักษณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ และ 3.กลุ่มข้าวสุขภาพ รองรับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและคนรักสุขภาพ ประกอบด้วย ข้าวโภชนาการสูงและข้าวสี ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือข้าวเติมวิตามิน
สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา สนค.ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านปัญหาอุปสรรคและศักยภาพในด้านการผลิตและการค้าจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญ ในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงเวียดนามที่เป็นตัวอย่างการวางนโยบายด้านการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ได้แก่ 1.ความสำเร็จด้านข้าวคาร์บอนต่ำ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ต.เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช พิสูจน์ว่าเทคนิคนาเปียกสลับแห้ง ช่วยลดต้นทุนถึง 17% และเพิ่มผลผลิตได้ 6%
2.เวียดนาม กำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายปริมาณสู่คุณภาพ ด้วยโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ (6.25 ล้านไร่) และมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ ,3.ข้าวมูลค่าสูง สามารถสร้างราคาพรีเมียมได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวอินทรีย์ สามารถตั้งราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ 1.5-3 เท่า ขณะที่ข้าว GI สูงกว่าถึง 1.5-3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพ สูงกว่า 1.2-3 เท่า ,4.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปและการยกระดับโรงสีเป็นกลไกตัวกลางขับเคลื่อน และ 5.ผู้ประกอบการกลางน้ำ ทั้งท่าข้าว สหกรณ์ และโรงสี ต้องเผชิญกับดักสภาพคล่อง จากระยะเวลารอรับชำระเงินที่ยาวนาน
ส่วนการศึกษาตลาดข้าวโลก พบว่าประมาณการความต้องการข้าวมูลค่าสูง 1.กลุ่มข้าวรักษ์โลก โดยเฉพาะข้าวคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ข้าวอินทรีย์ คาดว่าตลาดโลกมีมูลค่า 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเพิ่มเป็น 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ,2.กลุ่มข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว เช่น ข้าวหอม (Aromatic Rice) มีมูลค่า 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดจะเพิ่มขึ้นถึง 20,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2577 เติบโต 5.1% ต่อปี และ 3.กลุ่มข้าวสุขภาพ มีความต้องการสูงสุดในกลุ่มข้าวพรีเมียมที่ 1.0-1.9 ล้านตันต่อปี และมีอัตราเติบโตของตลาดอาหารสุขภาพในเอเชียตะวันออกสูงถึง 17.4% ในปี 2567-2568 จากแรงหนุนของสังคมผู้สูงอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
ทั้งนี้ สนค.เตรียมจัดกิจกรรมศึกษาตลาดศักยภาพ ครั้งที่ 2 ที่ฮ่องกง และนครกวางโจว ประเทศจีน เพื่อหารือผู้นำเข้าและสำรวจความต้องการตลาดข้าวพรีเมียม โดยจะเชื่อมโยงกับงาน “Thailand Rice Roadshow 2026” ของกรมการค้าต่างประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2569 และจะนำผลการศึกษาไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากนั้นจะจัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อขับเคลื่อนมาตรการยกระดับรายได้เกษตรกร และขยายโอกาสทางการค้าข้าวไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบข้อมูลเชิงลึก เพื่อสร้าง “ข้อมูลชุดเดียว” สำหรับใช้บริหารจัดการอุปสงค์ อุปทานสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ ผ่านเครื่องมือ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าว ติดตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่ วางแผนการผลิต การตลาด และดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ นำเทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี