542.jpg
'ไทยช่วยไทย พลัส' ดันเงินหมุนเวียนพุ่ง 4.3 หมื่นล้านบาท หนุนร้านค้ารายย่อยทะลุ 1.03 ล้านแห่งทั่วประเทศ

'ไทยช่วยไทย พลัส' ดันเงินหมุนเวียนพุ่ง 4.3 หมื่นล้านบาท หนุนร้านค้ารายย่อยทะลุ 1.03 ล้านแห่งทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

สถานการณ์เศรษฐกิจการค้าภูมิภาคในปัจจุบันเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 ซึ่งถือเป็นการกลับมาอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความมุ่งมั่นของภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินที่กระจายตัวลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีการเตรียมแผนต่อยอดเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจในระยะยาว

 


ผลสัมฤทธิ์ "ไทยช่วยไทย" กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

จากการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้แคมเปญ "ไทยช่วยไทย" ในช่วงเดือนแรกที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 43,218 ล้านบาท โครงการนี้ได้รับความร่วมมือและมีประชาชนเข้ามาใช้สิทธิอย่างกว้างขวางถึง 25.68 ล้านราย การใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลดีโดยตรงต่อภาคธุรกิจรายย่อย โดยสามารถช่วยเพิ่มยอดขายและเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับร้านค้าระดับฐานรากได้มากกว่า 1.03 ล้านแห่งทั่วประเทศ ถือเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงจุดและเกิดการหมุนเวียนในชุมชนอย่างแท้จริง

 

เดินหน้า "ไทยช่วยไทย พลัส" ยกระดับสู่ตลาดดิจิทัล

เพื่อเป็นการรักษาความต่อเนื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจและขยายผลการดำเนินงานไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้ริเริ่มโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" (โครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย") มาตรการในระยะนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคการค้าดิจิทัล ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อย่างไร้รอยต่อ

 

คัดเลือกผู้ประกอบการคุณภาพ บุกแพลตฟอร์มระดับประเทศ

ภายใต้แผนการดำเนินงานดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการ SME และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพโดดเด่นจำนวนกว่า 2,000 ราย เพื่อนำสินค้าคุณภาพจากแต่ละท้องถิ่นมาจัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับประเทศ ได้แก่ แพลตฟอร์ม "Nex Gen Commerce" และ "Thailand Post Mart" การนำผู้ประกอบการเข้าสู่แพลตฟอร์มเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เปิดประตูสู่ตลาดที่กว้างขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำเสนอสินค้าชุมชนให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

 

อัดแคมเปญลดต้นทุน-กระตุ้นกำลังซื้อ

เพื่อให้การผลักดัน SME สู่ตลาดออนไลน์ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ได้จัดเตรียมสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนการขายอย่างเต็มที่ สำหรับฝั่งผู้ประกอบการ จะได้รับการสนับสนุนด้วยการงดเว้นค่าธรรมเนียมการขายบนแพลตฟอร์ม ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนคูปองส่งฟรี รวมถึงการแจกโค้ดส่วนลดมูลค่า 100 บาท ให้แก่ประชาชนเพื่อใช้เป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า มาตรการเหล่านี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยดึงดูดผู้บริโภคและกระตุ้นยอดขายบนตลาดออนไลน์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

เป้าหมายระยะยาว ดันสัดส่วนรายได้ SME เสริมความมั่นคงของชาติ

การขับเคลื่อนแคมเปญเชิงรุกทั้งหมดนี้ มุ่งหวังผลลัพธ์เชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการผลักดันสัดส่วนรายได้ของผู้ประกอบการ SME ไทยให้เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าที่จะยกระดับสัดส่วนรายได้ของ SME จากปัจจุบันที่ร้อยละ 35 ให้ขยับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 ของระบบเศรษฐกิจ การสนับสนุนให้กลุ่ม SME ซึ่งเป็นรากฐานและฟันเฟืองใหญ่ของการจ้างงานมีความเข้มแข็ง จะส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความมั่นคง สามารถเติบโตและรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้ารายภูมิภาคประจำเดือน มิถุนายน 2569

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top