วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ‘นอมินี’ เป็นปัญหาสำคัญที่ทำลายความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจของประเทศ ที่ผ่านมา กรมฯ ได้กำหนดมาตรการตรวจสอบและคัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยตรวจสอบเงินลงทุนของผู้ร่วมลงทุนชาวไทย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเป็นนอมินีได้ในระดับหนึ่ง แต่จากการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พบว่า กลุ่มมิจฉาชีพได้มีการพัฒนารูปแบบการหลบเลี่ยงโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่กรมฯ กำหนดไว้ โดยผู้จดทะเบียนมักจัดตั้งนิติบุคคลให้ไม่ตรงตามเงื่อนไขเพื่อให้ผ่านการคัดกรองจากเจ้าหน้าที่ในเบื้องต้น แต่หลังจากนั้นจะมายื่นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อเปิดทางให้คนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนถือหุ้น หรือเข้าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม อันเป็นการหลบเลี่ยงมาตรการตรวจสอบเดิมที่มีอยู่อย่างเป็นกระบวนการ
นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุนี้ กรมฯ จึงได้ออกคำสั่งที่ 2/2569 เพื่อยกระดับการป้องกันและอุดช่องว่างปัญหาดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญ คือ การขยายขอบเขตการตรวจสอบให้ครอบคลุมตลอดวงจรธุรกิจ ตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งไปจนถึงการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในภายหลัง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดของเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียน โดยกำหนดให้กรณีที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม จะต้องยื่นหนังสือชี้แจงการลงทุน พร้อมเอกสารแสดงรายการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement) ย้อนหลัง ๓ เดือน ของทั้งผู้ลงทุนชาวไทยที่ชำระเงินลงทุน และของผู้แทนหรือนิติบุคคลที่ผู้รับชำระเงินลงทุนดังกล่าว เพื่อตรวจสอบความสามารถในการลงทุนที่แท้จริง โดยปัจจุบันมีนิติบุคคลคงอยู่ 1,004,558 ราย แบ่งเป็น ห้างหุ้นส่วน 200,327 ราย บริษัทจำกัด 802,717 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วน 0.01 - 49.99 % ซึ่งทำให้บริษัทยังคงมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย (กลุ่มเสี่ยงนอมินี) ถึง 119,116 ราย
มาตรการนี้เชื่อว่าไม่ได้สร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่สุจริต แต่เป็นการยกระดับมาตรการป้องกันการจดทะเบียนบริษัทโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี เพื่อประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากมาตรการตามคำสั่งที่ ๒/๒๕๖๙ ที่จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไปแล้ว กรมฯ จะเร่งตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงสูงที่มีปัญหาการใช้นอมินีมาบ่อนทำลายประเทศ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ อย่างต่อเนื่อง
“โดยหากตรวจพบการจดทะเบียนที่ผิดปกติหรือพบการดำเนินการเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย โดยผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ในความผิดฐานนอมินี ต้องระวางโทษทั้งจำคุกและปรับตามมาตรา 36 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน รวมถึงศาลจะสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจนั้นด้วย ซึ่งที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันก็มีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวก และขอฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี ขอให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ” นายพูนพงษ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี